ชี้ไม่เกิน 2 วัน มีรถทยอยหยุดให้บริการอื้อ อ้างหมดทุน รถเจ๊งไปแล้วกว่าพันคัน ด้านกระทรวงคมนาคมวอนผู้ประกอบการอดทนอีกนิด ไม่เกิน 30 เม.ย. รู้แน่
น้ำมันแพง - รถร่วม ขู่หยุดวิ่ง
นาย
พิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย
เปิดเผยภายหลังการประชุมสามัญประจำปีเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ว่า สมาคมฯได้รับการเรียกร้องจากสมาชิก ให้เร่งจัดการประชุมซึ่งจะมีผู้ประกอบการเดินรถโดยสารกว่า 600 คน เข้าร่วม รวมทั้งผู้ประกอบการรถร่วมบริการบริษัทขนส่ง จำกัด(บขส.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งมีรถให้บริการกว่า 20,000 คัน เนื่องจากคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง ยังไม่อนุมัติให้มีการปรับค่าโดยสารในขณะที่
ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นกว่าลิตรละ 6 บาทแล้ว ผู้ประกอบการไม่เข้าใจทำไมไม่อนุมัติปรับขึ้นค่าโดยสารสร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการมากและที่ประชุมจะหาแนวทางเคลื่อนไหวเพื่อกดดันรัฐบาลต่อไป
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ผู้ประกอบการรถโดยสารทั่วประเทศ
จะประท้วงหยุดเดินรถเพื่อตอบโต้ ภาครัฐนั้น สมาคมฯ จะไม่ใช้มาตรการดังกล่าวแต่ยอมรับว่าภายใน 1-2 วันข้างหน้า จะมีรถจำนวนมากเริ่มทยอยหยุดให้บริการ เพราะเริ่มหมดทุนในการประกอบธุรกิจต่อ
อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เริ่มขาดแคลนรถให้บริการ ซึ่งจะกระทบต่อประชาชนอย่างแน่นอน
นายพิเชษฐ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาปัญหา
ราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วมบริการของ บขส. และ ขสมก.หยุดเดินรถไปแล้วประมาณ 20% หรือเกือบ 1,000 ราย ที่ต้องหยุดเดินรถอย่างถาวร
เป็นรถร่วม บขส. 680 ราย และรถร่วม ขสมก. 220 รายส่วนที่เหลือเป็นรถที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนแต่ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ส่วนกรณีที่รัฐบาลจะปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้กับผู้ประกอบการ 1 บาทต่อลิตรนั้น มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการ เพราะต้นทุนน้ำมันปรับขึ้นไปถึง 6 บาทแล้ว ส่วนการช่วยเหลือในการให้ผู้ประกอบการ เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นเอ็นจีวี เป็นมาตรการในระยะยาว ขณะนี้ผู้ประกอบการ ที่เปลี่ยนเครื่องยนต์ไปใช้เอ็นจีวีประมาณ 7-8% พบว่ามีปัญหาสถานีบริการก๊าซไม่เพียงพอและการเติมก๊าซต้องใช้เวลานาน 2-3 ชั่วโมง
นายพิเชษฐ์กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมได้นำข้อมูลราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นมาเปรียบเทียบกับราคาค่าโดยสารชี้แจงต่อสมาชิก พบว่าตั้งแต่ปี 47 ราคาน้ำมันลิตรละ 14.69 บาท ผู้ประกอบการเก็บค่าโดยสาร กม.ละ 42 สตางค์ ปัจจุบันวันที่ 23 เม.ย. 2551 ราคาน้ำมันลิตรละ 33.44 บาทผู้ประกอบการยังเก็บค่าโดยสาร กม.ละ 54 สตางค์ เท่ากับว่าราคาน้ำมันได้ปรับสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว 120.83% แต่ผู้ประกอบการสามารถปรับค่าโดยสารตามตารางราคาจริงได้เพียง 28.57% เท่านั้น
ขณะที่นายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน กล่าวว่า
การลดภาษีน้ำมันดีเซลให้ภาคขนส่ง ลิตรละ 1-2 บาท เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ
ช่วยได้เพียงระยะสั้น เพราะภาษีสรรพสามิตน้ำมันถือเป็นรายได้หลักของกระทรวงการคลัง หากลดการจัดเก็บภาษีลิตรละ 1 บาท สำหรับน้ำมันดีเซลจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ ถึงวันละ 50 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า
มีผู้ประกอบการรถร่วมบริการของ ขสมก. บางกลุ่มเตรียมรวมตัวกัน จะเปิดแถลงข่าวในสัปดาห์หน้า
โดยจะนัดร่วมกันหยุดเดินรถในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล หากรัฐบาลยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะอนุมัติให้มีการปรับราคาค่าโดยสารในสัปดาห์นี้
นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง กล่าวยืนยันว่า คณะกรรมการเห็นใจผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น อยากให้ผู้ประกอบการอดทนอีกไม่กี่วัน โดยวันที่ 28 เม.ย. นี้ จะมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท. ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อพิจารณาแนวทางที่ชัดเจนว่าจะให้ปรับขึ้นราคา หรือแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างไรบ้าง เพราะขณะนี้ข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ปั๊มเอ็นจีวี รถที่เปลี่ยนใช้ก๊าซเอ็นจีวีมีกี่คัน ยังไม่ ชัดเจน ไม่เกินต้นเดือนหน้าการแก้ปัญหาทุกอย่างจะชัดเจน













