สูงที่สุดในรอบ 23 เดือนสำหรับอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม ที่ จะมีการปรับราคาน้ำตาลทรายกับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำกระทรวง พาณิชย์ เชื่อจะอยู่ในระดับพอรับได้
เงินเฟ้อ
นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัด
กระทรวงพาณิชย์
กล่าววันนี้ (1 พ.ค.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป
(อัตราเงินเฟ้อ)
และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าอัตรา
เงินเฟ้อ
เดือนเมษายน เทียบกับเดือนมีนาคมสูงขึ้นร้อยละ 1.8 หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สูงขึ้นร้อยละ 6.2 สูงที่สุดในรอบ 23 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549 ทำให้อัตราเงินเฟ้อ 4 เดือนแรกปีนี้เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนสูงขึ้นร้อยละ 5.3 สาเหตุมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลให้ดัชนีในหมวดอาหารและเครื่องดื่มปรับสูงขึ้น รวมถึงภาคการขนส่งและสินค้าอื่น ๆ ปรับขึ้นด้วย
จากเป้าหมายอัตรา
เงินเฟ้อ
ที่
กระทรวงพาณิชย์
คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีโดยเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 3.0-3.5 จากสมมุติฐานน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 32-35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนหนัก ทำให้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 107-108 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล กระทรวงพาณิชย์จึงปรับเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.0-5.5 จากสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 100-105 ดอลล์สหรัฐ/บาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 31-32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 4 เดือนร้อยละ 3.25 ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
นายศิริพล กล่าวว่า สำหรับอัตราเงินเฟ้อช่วงที่เหลือโดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีการปรับราคาน้ำตาลทรายกับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินว่าราคาน้ำตาลทรายที่เพิ่มขึ้น 5.35 บาท/กิโลกรัม กระทบอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 0.11 ค่าจ้างแรงงานโดยรวมกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทางอ้อม จึงเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมจะอยู่ในระดับพอรับได้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่ตรึงราคา 60 รายการ สิ้นสุดวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ แต่มีสินค้านมผงยอมยืดระยะเวลาออกไปจนสิ้นเดือนสิงหาคม













