สุวิทย์" ไอเดียหลุดโลกเข็นอี 85 ทำไปได้ห้ามส่ง ออกน้ำตาลเบนเข็มทำเอทานอล
สุวิทย์ คุณกิตติ
นาย
สุวิทย์ คุณกิตติ
รองนายกรัฐมนตรีและ
รมว.อุตสาหกรรม
เปิดเผยว่า ได้เตรียมหารือกับกระทรวงพลังงานในการออกนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ (
อี-85
) ที่สามารถเติมน้ำมันเบนซิน 91 เบนซิน 95 แก๊สโซฮอล์ ทั้งแก๊สโซฮอล์ที่มีผสมของ เอทานอล 10% หรืออี 10, อี 20 จนถึง
อี 85
มาใช้ในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบัน
ราคาน้ำมันดิบ
ตลาดโลกปรับตัวสูงต่อเนื่อง จนสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้รถยนต์ เบื้องต้นมีค่ายรถยนต์หลายรายมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและสนใจจะลงทุนในไทย เช่น ฟอร์ด, วอลโว่, โตโยต้า, บีเอ็มดับบลิว, ฮอนด้า เป็นต้น
ผมมั่นใจว่า
น้ำมันประเภทอี 85
จะสามารถผลิตได้เพียงพอ เพราะไทยมีวัตถุดิบจำนวนมากอยู่แล้ว เบื้องต้นจะส่งเสริมโรงงานผลิตเอทานอลให้มากขึ้น โดยรัฐบาลเริ่มจากการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกอ้อยที่มี 6.2 ล้านไร่ ให้มีผลผลิตจาก 73 ล้านตัน เป็น 100 ล้านตัน ภายใน 3 ปี ซึ่งส่วนหนึ่งนำมาผลิตน้ำตาลทราย และพลังงานทดแทน แต่หากความต้องการเอทานอลและ
น้ำตาลทราย
ที่ใช้บริโภคในประเทศมีมากจนขาดแคลน ในอนาคตรัฐบาลอาจต้องลดปริมาณการส่งออกน้ำตาลไปจำหน่ายต่างประเทศลงหรือไม่ต้องส่งออกน้ำตาลอีกต่อไป เนื่องจากต้องมีปริมาณน้ำตาลให้คนในประเทศบริโภค เพียงพอก่อน
นายสุวิทย์กล่าวว่า สำหรับการส่งออกน้ำตาลของไทยมีมูลค่าปีละกว่า 70,000 ล้านบาท แต่หากมีการพัฒนาเป็นเอทานอลจะมีมูลค่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มอีก จึงจะไม่มีปัญหา หากไม่มีการส่งออกน้ำตาลในอนาคต และปัจจุบันค่ายรถยนต์ หลายค่าย ก็มีความพร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี และมีหลายประเทศใช้น้ำมันอี-85 แล้วเช่น บราซิล สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปในบางประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะผลักดันให้เกิดรถยนต์ประเภทนี้ เป็นเวลาใกล้เคียงกับโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) พร้อมได้มอบให้สถาบันยานยนต์เร่งหารือกับผู้ประกอบการต่อไป ขณะที่สิทธิประโยชน์ ทางภาษีของผู้ลงทุนรวมถึงเรื่องของน้ำมันอี 20 ภาครัฐจะเร่งสรุปให้ได้ในเร็วๆนี้
บริษัทผู้ผลิตน้ำมันไม่ควรที่จะยกเลิกการจำหน่ายเบนซิน 91 และ 95 เนื่องจากเป็นการเพิ่มภาระแก่ประชาชนที่ต้องหันมาซื้อรถยนต์ ใหม่ ดังนั้น ควรที่จะให้ผู้ใช้รถยนต์พอใจ ที่จะเลือกใช้บริการแม้ว่าน้ำมันทั้งสองประเภทจะมีราคาแพงก็ตาม
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ 10 แห่งที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีในเรื่องอี 85 ดังนั้น ต้องรอความชัดเจนนโยบายการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ทางภาษีของรัฐบาลก่อนว่าเป็นอย่างไร แต่มั่นใจว่าหากนำรถยนต์ที่เติมน้ำมันอี 20 มาใช้อี 85 ได้ก็คงขายดีมาก เพราะผู้บริโภคต้องการลดภาระราคาน้ำมัน เห็นได้จากยอดจำหน่ายรถยนต์ อี 20 ที่เริ่มมีมากขึ้น
สำหรับยอดจำหน่ายรถยนต์ใน 3 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวน 365,623 คัน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 24% โดยแบ่งเป็นในประเทศกว่า 160,000 คัน ขยายตัว 16% และส่งออกกว่า 197,000 คัน โดยตลาดที่มียอดส่งออกสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นประเทศที่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายน้ำมัน
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในเดือน เม.ย.สูงขึ้นต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปี 2550 โดยแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น 103% จาก 4 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 8 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นแก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 6.04 ล้านลิตรต่อวัน แก๊สโซฮอล์ 91 จำนวน 1.96 ล้านลิตรต่อวัน แก๊สโซฮอล์อี 20 ก็มียอดขายในขณะนี้วันละ 47,000 ลิตร ส่วนความต้องการใช้ไบโอดีเซลบี 5 เดือน เม.ย. อยู่ที่ 1 ล้านลิตรต่อวัน จากช่วงเดียวกันของปี 2550 ที่มีเพียง 8 ล้านลิตรต่อวัน และมีการใช้ ไบโอดีเซลบี 2 ในขณะนี้ 45 ล้านลิตรต่อวัน
การใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็น-จีวี) พบว่า ปัจจุบันมีรถยนต์ที่มีการติดตั้งเครื่องยนต์ เอ็นจีวีในประเทศไทย 72,950 คัน คือรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 60,229 คัน รถยนต์ที่ใช้ เครื่องยนต์ดีเซล 9,928 คัน รถที่ผลิตจากโรงงานโดยตรง 2,793 คัน และมีสถานีเอ็นจีวี 187 สถานี โดยมีความต้องการใช้เอ็นจีวีสำหรับรถยนต์ 58 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และสิ้นปีนี้จะมีปั๊มเอ็นจีวีเพิ่มเป็น 320 สถานี
ในช่วงวิกฤติน้ำมันแพง การใช้พลังงานทดแทน จึงช่วยผู้ใช้รถยนต์ประหยัดเงินค่าน้ำมันได้จำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยประหยัดการใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลเฉลี่ย 3.83 ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นเงินที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันให้กับประเทศปีละกว่า 41,939 ล้านบาท.













