พิษน้ำมันทะยานไม่หยุดปตท.ขึ้นอีก 50 สต. ส่งผล ขสมก.-บขส.-รถเอกชนขอขึ้นค้าโดยสาร ขู่ถ้าไม่อนุมัติจะหยุดเดินรถไม่มีกำหนด ด้าน รมช.คมนาคมเผยเห็นด้วยรถเมล์ธรรมดาปรับขึ้น 1.50 บาท ส่วน ปอ.ขึ้นระยะละ 1 บาท ด้านภาคเอกชน ธุรกิจสื่อขยับเพิ่มค่าครองชีพให้พนักงาน
หลังจากราคาน้ำมันยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องโดยล่าสุดบริษัท
ปตท.
จำกัด (มหาชน) ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีก
น้ำมัน
ทุกชนิด 50 สตางค์ หลังจากพยายามชะลอไว้ก่อน จนราคาขายต่ำกว่าผู้ค้ารายอื่น ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่
38.59
บาทต่อลิตร เบนซิน
91
อยู่ที่
37.49
บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์
95
อยู่ที่
34.59
บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์
91
อยู่ที่
33.79
บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ อี 20 อยู่ที่
32.59
บาทต่อลิตร ดีเซล บี 5 อยู่ที่
34.24
บาทต่อลิตร และดีเซลหมุนเร็ว
34.94
บาทต่อลิตร
นายชัยวัฒน์ชูฤทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจ
น้ำมัน
บริษัท
ปตท.
จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าการปรับราคา
น้ำมัน
ขายปลีกครั้งนี้ ยังมิได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง จึงขอให้ทุกคนช่วยประหยัดกันอย่างจริงจัง มิเช่นนั้นตัวเลขนำเข้า
น้ำมัน
ของประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 9 แสนล้านบาทในปีนี้ และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไปอย่างแน่นอน" นายชัยวัฒน์กล่าว
ขณะที่เมื่อวันที่16 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการรถร่วมบริการขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) และผู้ประกอบการรถโดยสารหมวด4 ได้ยื่นหนังสือถึงนายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้อนุมัติปรับ
อัตราค่าโดยสาร
ซึ่งนายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน กล่าวว่า หากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางไม่อนุมัติปรับขึ้น
ค่าโดยสาร
กลุ่มผู้ประกอบการจะหยุดให้บริการเดินรถ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3.5 หมื่นคัน โดยไม่มีกำหนด โดยทั้งหมดเป็นรถร่วม ขสมก. 1 หมื่นคัน และรถร่วมบขส.อีก2.5 หมื่นคัน
นายทรงศักดิ์ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ
กระทรวงคมนาคม
กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทาง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเบื้องต้นเห็นด้วยกับข้อเสนอให้ปรับอัตรา
ค่าโดยสาร
รถครีมแดงจาก
7
บาท เป็น
8.50
บาท รถครีมน้ำเงินจาก
8.50
บาท เป็น
10
บาท ส่วนรถปรับอากาศ เห็นควรให้ปรับขึ้นระยะละ 1 บาท จากเดิม
12-24
บาท เป็น
13-25
บาท เพราะปัจจุบันราคาน้ำมันปรับสูงตัวขึ้นจากเกณฑ์ที่กำหนด ประกอบกับรัฐบาลได้เพิ่มค่าครองชีพให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างกว่า 5-6% และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจถึงความจำเป็นของผู้ให้บริการที่ต้องปรับขึ้นค่าโดยสาร
นายชัยรัตน์สงวนชื่อ รักษาการอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง จะจัดประชุมเร่งด่วนในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ เพื่ออนุมัติปรับขึ้นค่าโดยสาร และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551
นายทรงศักดิ์กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้แก่คณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพว่า ได้สั่งการให้คณะกรรมการ
ขสมก.
เร่งจัดทำแผนฟื้นฟู
ขสมก.
อย่างจริงจังและเร่งด่วนซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดทุน ส่วนแนวทางในการฟื้นฟูองค์กร เช่น การเพิ่มบริการ
รถโดยสาร ขสมก.
ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกทม. และการปรับเปลี่ยน
รถโดยสาร
ใช้เอ็นจีวีนอกจากนั้น ยังต้องปรับอัตราค่าโดยสารให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเห็นว่าอัตราค่าโดยสารของ ขสมก.ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด
ด้านนายพิเณศวร์พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการ
ขสมก.
กล่าวว่าอัตราค่าโดยสารของ
ขสมก.
ในปัจจุบันคิดบนฐานราคา
น้ำมัน
ที่ลิตรละ24 บาท โดยปัจจุบันราคา
น้ำมัน
ดีเซลอยู่ที่ลิตรละ
34-35
บาท ทำให้
ขสมก.
ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย
น้ำมัน
เพิ่มขึ้นถึงวันละประมาณ5 ล้านบาท โดย
ขสมก.
ใช้น้ำมันวันละประมาณ3.5 แสนลิตร ส่วนอัตราค่าโดยสารสำหรับรถร้อนนั้น ปัจจุบันจัดเก็บที่
7.50
บาทตลอดสาย แต่ต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่ 15 บาทตลอดสาย
นายประสงค์ตันมณีวัฒนา อธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับ
เรือเดินประจำทาง
ว่า ที่ประชุมอนุมัติหลักการให้มีการปรับขึ้นค่าเรือโดยสาร แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะปรับขึ้นในอัตราเท่าใด และเมื่อใด โดยจะให้มีการประชุมพิจารณาอีกครั้งในปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายนนี้ เนื่องจากข้อมูลของผู้ประกอบการเรือโดยสาร และกรมไม่ตรงกัน ทำให้ฐานการคำนวณอัตราค่าเรือโดยสารต่างกัน
ทั้งนี้ผู้ประกอบการ
เรือโดยสาร
ระบุว่า จะต้องมีการปรับ
ค่าเรือโดยสาร
สำหรับเรือด่วนเจ้าพระยาธงส้ม และธงเหลืองเพิ่ม
2
บาท
เรือคลองแสน
แสบระยะละ
2
บาท เรือข้ามฟาก 50 สตางค์ซึ่ง ขน.เห็นว่าเป็นอัตราที่สูงเกินไปแต่ผู้ประกอบการยืนยันว่าการลงทุนค่อนข้างสูง เช่น การก่อสร้างและซ่อมแซมท่าเรือ เอกชนลงทุนกว่า
10
ล้านบาทแต่กรมประเมินไว้ที่หลักแสนบาทเท่านั้น ซึ่งมีผลให้การคิด
ค่าโดยสาร
ของภาครัฐต่ำกว่าของเอกชน
"ผมให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลรายละเอียดที่ไม่ตรงกันมาเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาอีกครั้ง โดยการปรับค่าโดยสารครั้งนี้ จะให้มีการปรับเปลี่ยนเที่ยววิ่งไปพร้อมกันด้วย เพื่อช่วยลดการขาดทุน ซึ่งหากดำเนินการทั้งสองวิธีควบคู่กัน จะมีจุดคุ้มทุนที่น้ำมันลิตรละ
35
บาท แต่หากไม่ดำเนินการใดๆ เลย ผู้ประกอบการจะขาดทุนประมาณ 7.30% เมื่อราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ
31
บาท" นายประสงค์กล่าว
น.ท.ปริญญารักวาทิน อุปนายกสมาคมเรือโดยสาร กล่าวว่า ผู้ประกอบการยอมรับ หากต้องใช้เวลาอีก 2 สัปดาห์ ในการพิจารณาความเหมาะสมของอัตราค่าเรือโดยสาร เพื่อให้ข้อมูลอยู่บนพื้นฐานที่แท้จริง และระหว่างนี้จะไม่มีการหยุดให้บริการ เพราะอย่างน้อยภาครัฐก็ยินดีที่จะปรับขึ้นค่าเรือโดยสารให้
ด้านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เปิดเผยถึงมาตรการประหยัดพลังงานที่รัฐบาลจะออกมาเร็วๆ นี้ ว่ารัฐบาลมีแนวคิดจะลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง โดยส่งเสริมให้ใช้พลังงานทดแทนประเภทก๊าซเอ็นจีวีอย่างถาวรในอนาคต ผ่านโครงการจัดซื้อถังแก๊สสำหรับติดตั้งในรถยนต์ เพื่อนำมาจำหน่ายต่อให้ประชาชนในราคาถูก ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีแทน
"รัฐบาลจะทำโครงการสั่งซื้อถังแก๊สเอ็นจีวีจำนวนมาก เพื่อต่อรองราคาให้ได้ถูกที่สุด ซึ่งหากเป็นไปได้ อยากให้ราคาถังแก๊สลดลงมาครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่ราคาติดตั้ง 4 หมื่นบาท อาจจะลดลงมาเหลือ 2 หมื่นบาท เพื่อเป็นการชะลอรายจ่ายของประชาชน" นพ.สุรพงษ์กล่าวและว่า กระทรวงการคลังจะหารือกับกระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับรายละเอียดของโครงการ ทั้งการหาแหล่งเงินทุนสำหรับจัดทำโครงการ และกำหนดระยะเวลาที่จะเดินหน้าโครงการ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้
ทั้งนี้นอกจากการสนับสนุนให้หันมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีในภาคครัวเรือนแล้ว จะสนับสนุนต่อไปยังภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมด้วย เพราะเห็นว่าราคาน้ำมันที่แพงในปัจจุบันเป็นต้นทุนที่สูง โดยในส่วนของ
รถโดยสาร
เช่น
ขสมก.
อนาคตก็จะเปลี่ยนมาใช้ก๊าซเอ็นจีวีทั้งหมด ส่วนการใช้ก๊าซแอลพีจีที่ยังมีจำนวนหนึ่ง ทางรัฐบาลยังอุดหนุนราคาทำให้ส่วนต่างราคาในประเทศต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องพิจารณาแยกตลาดระหว่างการใช้ในครัวเรือนระหว่างภาคอุตสาหกรรมให้มีความเหมาะสมและป้องกันการลักลอบออกไปจำหน่าย
ขณะที่"กรุงเทพธุรกิจ" สำรวจความเคลื่อนไหวการปรับค่าครองชีพของภาคเอกชนล่าสุดพบว่า กลุ่มธุรกิจสื่อสารมวลชน เป็นอีกธุรกิจที่มีการปรับตัวเรื่องนี้ออกมาชัดเจนแล้วเช่นกัน โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ได้ประกาศจัดสรรเงินช่วยเหลือค่าครองชีพชั่วคราวให้
พนักงาน
เพื่อบรรเทาภาระของ
พนักงาน
ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อค่าครองชีพสูงในช่วงนี้ โดยเพิ่มเงินค่าครองชีพให้พนักงาน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2551-28 กุมภาพันธ์ 2552 ลดหลั่นตามฐานเงินเดือน
ได้แก่
พนักงาน
ที่มีเงินเดือน 5,700-10,000 บาท รับค่าครองชีพเดือนละ 3,000 บาท, เงินเดือน 10,001-15,000 บาท รับ 2,800 บาท เงินเดือน 15,001-20,000 บาท รับ 2,500 บาท เงินเดือน 20,001-25,000 บาท รับ 2,200 บาท เงินเดือน 25,001-35,000 บาท รับ 2,000 บาท และเงินเดือน 35,000-55,000 บาท รับ 1,800 บาท
ส่วนหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ปรับเพิ่มค่าพาหนะให้พนักงานฝ่ายข่าวอีกเดือนละ 200 บาท จากปกติเดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่ปี 2550 ถือเป็นการปรับขึ้นในรอบ 10 ปี โดยปกติจะมีสวัสดิการรถยนต์รับ-ส่งพนักงานฝ่ายข่าวอยู่แล้ว และอีกส่วนจะให้เบิกค่าใช้จ่ายพาหนะตามการเดินทางจริง นอกจากนี้ ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ปรับเงินเดือนขึ้น 7%
กลุ่มผู้จัดการในปี 2550 ได้ปรับโครงสร้างรายได้พนักงาน 2 ส่วน คือ ปรับฐานเงินเดือนพนักงานทุกคนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% และปรับขึ้นค่าพาหนะให้พนักงานฝ่ายข่าวอีก 20% ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี เพื่อรองรับค่าครองชีพสูงขึ้นจากราคาสินค้าและน้ำมันเชื้อเพลิง
กลุ่มโพสต์พับลิชชิ่ง สรุปปรับเปลี่ยนค่าพาหนะใหม่ จากเดิมที่จ่ายค่าพาหนะให้พนักงานฝ่ายข่าวในอัตราคงที่เป็นรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท เปลี่ยนเป็นระบบลอยตัวตามราคา
น้ำมัน
โดยให้คิดในอัตราการใช้จำนวน 207 ลิตร คูณ ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ดังนั้นค่าพาหนะจะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน เช่น ราคา
น้ำมั
นเบนซิน 95 ราคาลิตรละ 38.39 บาท (ณ วันที่ 15 พ.ค.) คูณด้วย 207 ลิตร เท่ากับ 7,946 บาท เป็นต้น โดยจะใช้ราคา
น้ำมัน
ทุกวันที่ 15 ของเดือนมาคำนวณและจ่ายเงินให้ตอนสิ้นเดือน ซึ่งอัตราดังกล่าวมีผลในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
ด้านนายสมหมายปาริจฉัตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งพิมพ์เครือมติชน ตระหนักถึงผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ส่งผลต่อครองชีพของ
พนักงาน
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กร จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถละเลยได้ และจะต้องพิจารณาเป็นลำดับแรก แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปแผนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้
นายธนะชัยสันติชัยกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (มหาชน) ผู้บริหารสื่อสิ่งพิมพ์ในเครือเนชั่น กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการบริษัทกำลังพิจารณาถึงปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพพนักงานอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน รวมถึงพิจารณาผลกระทบอื่นๆ ในธุรกิจสิ่งพิมพ์ด้วยเช่นกัน อย่างที่ทราบกันดีกว่าปีนี้ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับผลกระทบจากราคากระดาษที่ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 40% คาดว่ามาตรการต่างๆ จะสรุปผลได้ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้
ฮิตาชิขึ้นเงินเดือนขายข้าวราคาถูก
นายนครตั้งสุจริตพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัท ฮิตาชิ โกลบอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์อันดับสามของโลก กล่าวว่า บริษัทเพิ่งปรับเงินเดือนพนักงานเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และฮาร์ดดิสก์ ที่ปกติขึ้นกัน 5.5-6% ส่วนของบริษัทขยับไปที่ 6.5%
พนักงานรายเดือนที่เงินเดือน1 หมื่นบาทต้นๆ ก็ปรับขึ้นตามค่าแรงขั้นต่ำวันละ 8 บาทอีกด้วย ซึ่งบริษัทใช้งบไปประมาณ 40 ล้านบาท ทั้งพยายามปรับพนักงานรายวันขึ้นเป็น
พนักงาน
รายเดือนกว่า 1,600 คน
"บริษัทมี
พนักงาน
รวมกว่า 1 หมื่นคน ก็พยายามบริหารจัดการ หาโซลูชั่นที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อพนักงานมาให้อย่างต่อเนื่อง หากมีกำไรก็พยายามดึงมาตอบแทนพนักงาน หรือหาทางลดค่าใช้จ่าย นำส่วนต่างมาให้พนักงาน" นายนคร กล่าว
นอกจากนี้ยังมีแผนติดต่อโรงสีข้าวเพื่อนำมาขายตรงต่อพนักงาน เพื่อเป็นการช่วยเหลือ
พนักงาน
ที่มีรายได้น้อย รวมทั้งพยายามหาทางจำหน่าย
น้ำมัน
ดีเซล ซึ่งเป็น
น้ำมัน
ที่พนักงานใช้เป็นหลัก ราคาถูกกว่าตลาดมาให้แก่
พนักงาน
ต่อไป
นายวิเชียรเมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ฝ่ายเอชอาร์ กำลังทำเรื่อง เตรียมเสนอบอร์ดต่อการปรับเงินเดือน หรือให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่
พนักงาน
คาดว่าภายใน 2 สัปดาห์จะทราบผลจากบอร์ด
นายซิคเว่เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีแทคกำหนดมาตรฐานไว้ว่าต้องขึ้นเงินเดือนให้พนักงานเป็นประจำทุกๆ ปี ไม่เฉพาะเมื่อเกิดภาวะจำเป็นเท่านั้น ส่วนปีหนึ่งๆ ขึ้นให้กี่เปอร์เซ็นต์แล้วแต่ผลการพิจารณาผลการปฏิบัติงาน (performance) ของ
พนักงาน
แต่ละคน
"นอกจากการปรับขึ้นเงินเดือนทุกปี เรายังดูแลเรื่องค่า
น้ำมัน
ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายเมื่อเดินทางไปทำงานต่างจังหวัด ฯลฯ ไม่รวมถึงการพิจารณาโบนัสทุกๆ ไตรมาส" นายเบรคเก้กล่าว
นายวัฒน์ชัยวิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ทางกลุ่มบริษัทสามารถมอบหมายให้มีผู้ดำเนินการพิจารณาปรับเงินเดือน หรือเงินช่วยเหลือพนักงานเพื่อเสนอขึ้นมาให้คณะกรรมการบริหาร คาดว่าจะได้รับผลเร็วๆ นี้
นอกจากผลสำรวจบริษัทเอกชนที่ปรับฐานเงินเดือนแล้วยังพบว่าบริษัทที่ไม่มีการปรับค่าครองชีพชดเชย
พนักงาน
หลายราย ก็อยู่ในภาวะที่ต้องตอบคำถามและข้อเรียกร้อง
พนักงาน
ที่มักจะทวงถามด้วยเหตุผลว่า ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งบางบริษัทการปรับเงินเดือนและค่าจ้าง ไม่อาจทำได้โดยการตัดสินใจของฝ่ายบริหารในไทย โดยเฉพาะบริษัทสาขาต่างประเทศ ต้องรอความเห็นของบอร์ดบริหารบริษัทแม่ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที
อย่างไรก็ตามแม้จะไม่ได้ปรับฐานค่าจ้างในช่วงนี้ แต่ก็มีแนวโน้มที่ต้องรับคำเรียกร้องของ
พนักงาน
ไปพิจารณา ซึ่งในที่สุดอาจนำมาซึ่งการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายบางส่วนให้พนักงานในที่สุด













