
ธปท.เผยสินเชื่อไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัวร้อยละ 9.82
ธปท. รายงานยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อแยกตามประเภทธุรกิจ ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ สิ้นไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.82 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ว่า ธปท.ได้รายงานยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อ แยกตามประเภทธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ณ สิ้นไตรมาสแรกของปีนี้ ว่า มียอดคงค้างทั้งสิ้น 6.84 ล้านล้านบาท เทียบกับไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ที่มียอดคงค้างสินเชื่อ 6.22 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 611,819 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.82
ทั้งนี้ หากแยกประเภทของสินเชื่อที่มียอดการปล่อยกู้มากสุด จะพบว่า อันดับแรกเป็นสินเชื่อภาคการผลิต มียอดคงค้างทั้งสิ้น 1.61 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4 ของปีก่อน 8,175 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 รองลงมา คือ สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล มียอดสินเชื่อ 1.42 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,826 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.83 ซึ่งในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลนี้ สามารถจำแนกเป็น สินเชื่อเพื่อการจัดหาที่อยู่อาศัย มียอดสินเชื่อทั้งสิ้น 741,375 ล้านบาท เพิ่มขึ้น6,593 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.89 สินเชื่อเพื่อการซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มียอดสินเชื่อคงค้าง 307,551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15,159 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.18 และสินเชื่อการบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ 333,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,466 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.19
ส่วนอันดับที่ 3 เป็นสินเชื่อตัวกลางทางการเงิน ที่มียอดคงค้างสินเชื่อ 1.27 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นมากถึง 551,571 ล้านบาท หรือร้อยละ 76.6 อันดับที่ 4 คือ สินเชื่อเพื่อการขายส่ง การขายปลีก และซ่อมแซมยานยนต์ จักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน มียอดคงค้างทั้งสิ้น 1.03 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 26,789 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.64 ขณะที่สินเชื่อเพื่อการก่อสร้าง มียอดทั้งสิ้น 177,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,275 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.46 ส่วนสินเชื่อเพื่อการเกษตรกรรม การล่าสัตว์ และการป่าไม้ มียอดสินเชื่อ 100,808 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,533 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.5
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสินเชื่อเพื่อการบริการด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ กลับมียอดสินเชื่อลดลง 4,288 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 11.4 เช่นเดียวกับสินเชื่อเพื่อการขนส่ง สถานที่เก็บสินค้า และการคมนาคม ยอดสินเชื่อลดลง 8,289 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 3.64 ส่วนสินเชื่อภาคอื่น ๆ เช่น สินเชื่อเพื่อการโรงแรมและภัตตาคาร สินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อเพื่อการประมง เป็นต้น ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทีมวิเคราะห์สนเทศธุรกิจ และทีมวิเคราะห์เสถียรภาพเศรษฐกิจ สายนโยบายการเงิน ธปท. ได้สำรวจแนวโน้มภาวะสินเชื่อของสถาบันการเงินในไตรมาส 1 ปี 2551 พบว่า ความต้องการสินเชื่อจากทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากไตรมาสที่ 4 ปี 2550 ในทุกประเภทสินเชื่อ ขณะที่สถาบันการเงินยังมีแนวโน้มที่จะเข้มงวดมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจและสินเชื่อภาคครัวเรือน ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ส่วนหนึ่งคาดว่า เป็นผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ภายหลังสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน
สำหรับแนวโน้มความต้องการสินเชื่อในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 สถาบันการเงินมองว่า ความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจโดยรวมยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง จากไตรมาสที่ 4 ของปีก่อน ร้อยละ 40.6 โดยความต้องการ
สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี)
เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.5 สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.1 สินเชื่อระยะสั้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.2 และสินเชื่อระยะยาว เพิ่มขึ้นร้อยละ 46.2 เช่นเดียวกับแนวโน้มความต้องการสินเชื่อของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการสินเชื่อครัวเรือนอื่น ๆ โดย สินเชื่อที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.2 สินเชื่อบัตรเครดิต เพิ่มขึ้น ร้อยละ 29.8 และ สินเชื่อครัวเรือนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.7
อย่างไรก็ดี มาตรการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจโดยรวม ยังมีแนวโน้มที่จะเข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมาตรการปล่อยสินเชื่อระยะยาว และสินเชื่อที่ให้แก่ธุรกิจขนาดใหญ่ นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังได้แสดงความกังวลใจเกี่ยวกับแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะในบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก ในส่วนของสินเชื่อที่ให้แก่ภาคครัวเรือน พบว่า สถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความเข้มงวดมาตรฐานการให้สินเชื่อเช่นกัน โดยมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินเชื่อในไตรมาส 1 ปีนี้ โดยเฉพาะสินเชื่อภาคครัวเรือนประเภทอื่น ๆ ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 41.7 สินเชื่อบัตรเครดิต ร้อยละ 34.9 และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ร้อยละ 11.7 ขณะที่ความกังวลต่อสินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวม ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 51.6 เอสเอ็มอี ร้อยละ 62.1 และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 47.1













