
เยือนแดนมังกร ตามไปดู..สำนักข่าวซินหัว ในโครงการ แลกเปลี่ยนสื่อมวลชนไทย-จีน
โดย จุไรรัตน์ พงศาภิชาติ
ผู้ประกาศสถานีโทรทัศน์ของสำนักข่าวซินหัวสัมภาษณ์ นายธฤต จรุงวัฒน์
เมื่อเร็วๆ นี้ *นายธฤต จรุงวัฒน์* อธิบดีกรมสารนิเทศ และ *นายวรเดช วีระเวคิน* รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ นำทีมเจ้าหน้าที่กรมสารนิเทศ และสื่อมวลชนไทยจาก*สถานีโทรทัศน์ TITV หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์* และ*หนังสือพิมพ์มติชน* เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ตาม*โครงการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้แทนกรมสารนิเทศ และสื่อมวลชนไทย กับเจ้าหน้าที่สำนักข่าวซินหัว ประจำปี 2007*
โครงการดังกล่าวเริ่มมาตั้งแต่ปี 1987 โดยมีเป้าหมายที่จะกระชับความสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจอันดี และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อมวลชนของไทย และจีน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศจะสลับกันเป็นเจ้าภาพ โดยในปีนี้ ฝ่ายจีนเป็นเจ้าภาพ และฝ่ายไทยเป็นผู้ไปเยือน
ตลอดการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวซินหัว คือ*คุณเจียง (Jiang Yujia)* ซึ่งพูดจาภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว คอยดูแล และอำนวยความสะดวกตลอดรายการ อีกคนคือ คุณหลี่ (Li Guotian) นักข่าวที่เคยไปประจำการอยู่ที่สำนักข่าวซินหัว สาขากรุงเทพฯ ถึง 12 ปี ทำให้พูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน ทำหน้าที่ล่ามให้กับคณะ รวมทั้ง ยังได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้แทนสำนักข่าวซินหัวในเมืองต่างๆ ที่คณะได้เดินทางไปเยือน อาทิ เมืองเฉินตู เมืองซูโจว เป็นต้น
เดิม*สำนักข่าวซินหัว (XINHUA NEWS AGENCY)* มีชื่อว่า*สำนักข่าว เรด ไชน่า (Red China)* แต่เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักข่าวซินหัวเมื่อปี 1937 ปัจจุบัน สำนักข่าวซินหัวเป็นสำนักข่าวแห่งชาติจีน มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง ประธานสำนักข่าวซินหัว และบรรณาธิการใหญ่ ตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี สำนักข่าวซินหัวถือเป็นศูนย์รวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปักกิ่ง นอกจากนี้ ยังมีสาขาต่างๆ ภายในประเทศครบทุกมณฑล และมีสาขาในต่างประเทศทั่วโลก โดยจะตั้งสำนักงานภูมิภาค 5 แห่ง กระจายใน 5 ทวีป มีนักข่าวที่อยู่ในจีน และที่ประจำการอยู่ทั่วโลกหลายพันคน
ส่วนสำนักข่าวซินหัวสาขาย่อยในไทยก็มีเช่นกัน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ เริ่มตั้งเมื่อปี 1976 เมื่อครั้งที่ *ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช* นายกรัฐมนตรีของไทยในสมัยนั้น ได้เดินทางไปเยือนสำนักข่าวซินหัวเมื่อปี 1975 โดยมีนักข่าวซินหัวประจำการอยู่ที่สาขากรุงเทพฯ 3 คน
(ภาพบน) ภาพหายากที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ไทย-จีน
(ภาพล่าง) เยี่ยมชมการทำงานของเว็บไซต์ต่างๆ
แต่ละวัน นักข่าวซินหัวที่ประจำการอยู่ตามสาขาต่างๆ ทั่วโลก จะส่งข่าวเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลกเข้าไปที่สำนักข่าวซินหัวที่กรุงปักกิ่ง โดยส่งเป็นข่าวภาษาอังกฤษประมาณ 200 ข่าว ข่าวภาษาจีน 30 ข่าว และภาพเหตุการณ์ต่างๆ เผยแพร่ผ่านทั้งสื่อหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุ และโทรทัศน์ของจีน ส่วนข้อมูลข่าวสารสำหรับชาวต่างประเทศนั้น มีการเผยแพร่เป็นภาษาต่างๆ ถึง 8 ภาษา ได้แก่ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน รัสเซีย อารบิค โปรตุเกส และญี่ปุ่น
ปัจจุบัน สำนักข่าวซินหัวตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารในเครือ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน จำนวนมากมายหลายสิบฉบับ ข่าวสารที่พิมพ์เผยแพร่จะมุ่งเน้นที่ข่าวเศรษฐกิจ และการเมืองเป็นหลัก แต่ขณะนี้ได้หันมาให้ความสำคัญกับข่าวการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะให้คนยากจนในชนบทของจีน มีโอกาสเรียนทุกคน จึงได้ออกนโยบายให้คนยากจนเรียนฟรีในระดับมหาวิทยาลัย
ในการไปเยือนครั้งนี้ คณะได้เข้าเยี่ยมชมสำนักข่าวซินหัว สำนักงานใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง, เยี่ยมชมการทำงานของเว็บไซต์ต่างๆ ของซินหัว อาทิ เว็บไซต์ www.gov.cn เป็นเว็บไซต์ที่เผยแพร่ผลงานของรัฐบาล เว็บไซต์ www.xinhuanet.com และเว็บไซต์ www.news.cn รวมถึง ห้องส่งสถานีโทรทัศน์ของสำนักข่าวซินหัว
ที่ทำเอาคณะทึ่งอย่างมากคือ Xinhua Multimedia Database เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งเป็นมัลติมีเดียที่ใหญ่ที่สุดในโลก แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ข้อมูลสำหรับภายในจีน เป็นข่าวที่เผยแพร่ภายในประเทศ และ 2.ข้อมูลสำหรับขายภายนอกประเทศ โดยให้สมาชิกของสำนักข่าวซินหัวในต่างประเทศ สามารถดูข่าวได้ ทั้งนี้ ข้อมูลจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ข่าว และ 2.ข้อมูลข่าวสาร มีคนดูประมาณ 1 ล้านคนต่อวัน ปัจจุบันมีสมาชิกที่เป็นหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ประมาณ 27,000 องค์กร โดยสมาชิกอาจจะจ่ายเหมาเป็นรายเดือน หรือซื้อเฉพาะข่าวก็ได้ ซึ่งมีทั้งข่าวเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และกีฬา ฯลฯ
นอกจากนี้ ยังมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับภาพเหตุการณ์ต่างๆ ถึง 2 ล้านภาพ โดยข้อมูลภาพจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ภาพที่นักข่าวประจำส่งให้ ภาพข้อมูลของรัฐ และอื่นๆ ภาพที่เก่าแก่ที่สุดถ่ายเมื่อปี 1860 เป็นภาพเกี่ยวกับจีน หรืออย่างภาพหายากที่มีบุคคลสำคัญๆ ของไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง อาทิ ภาพประธานาธิบดี *เหมา เจ๋อ ตุง* กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เมื่อครั้งเริ่มความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนเมื่อปี 1976 ภาพนายกรัฐมนตรี *โจว เอิน ไหล* กับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ในงานครบรอบ 10 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน เมื่อปี 1985 หรือแม้แต่ภาพของ*นายปรีดี พนมยงค์* กับประธานเหมา เจ๋อ ตุง และภาพที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยอีกมากมาย
(ภาพบน) นิคมอุตสาหกรรมใหม่ที่เมืองซูโจว
(ภาพล่าง) เยี่ยมชมการทำงานของ Sichuan Daily Press Group
นอกจากการเยี่ยมชมสำนักข่าวซินหัวแล้ว คณะยังมีโอกาสไปเยือน *Sichuan Daily Press Group* เป็นหนังสือพิมพ์ของพรรค และรัฐบาลของมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากของมณฑลเสฉวน เดิมมีหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวคือ หนังสือพิมพ์เสฉวน ก่อนที่จะขยับขยาย และจัดตั้งเป็นกลุ่มหนังสือพิมพ์เสฉวน มีหนังสือพิมพ์ในกลุ่มถึง 8 ฉบับ โดยตั้งขึ้นเป็นกลุ่มแรกทางภาคตะวันตกของจีน *Luo Tian Peng Senior Editor* บอกว่าข่าวส่วนหนึ่งมาจากนักข่าวของหนังสือพิมพ์ในกลุ่มเอง แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับต่างประเทศ ก็อาศัยสำนักข่าวซินหัว อย่างกรณีเครื่องบินวันทูโกตกที่ จ.ภูเก็ต ก็ได้ข่าวจากสำนักข่าวซินหัว ฉะนั้น จึงไม่ได้ส่งนักข่าวไปประจำการในต่างประเทศ ยกเว้นกรณีที่มีการแข่งขันกีฬานัดสำคัญๆ ในต่างประเทศ
ส่วนข่าวที่นำเสนอมีทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การศึกษา สาธารณสุข หรือข่าวที่มีผู้สนใจ ยอดขายทั้งใน และต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ในกลุ่ม ตกวันละ 2 ล้านฉบับ เฉพาะหนังสือพิมพ์เสฉวนอย่างเดียว ขายได้วันละ 7-8 แสนฉบับ ยอดขายติด 1 ใน 5 ของหนังสือพิมพ์จีน และติดอันดับที่ 78 ของหนังสือพิมพ์ที่ขายทั่วโลก ปัจจุบันยังขยายข้อมูลข่าวสารผ่านเสฉวนเน็ต ซึ่งติด 1 ใน 500 ของโลก
ทั้งนี้ จากการเยี่ยมชม และพูดคุยกับสำนักข่าวซินหัว และ Sichuan Daily Press Group ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานข่าว ไม่มีการแทรกแซงจากรัฐบาล แม้ว่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น ก็ตาม
นอกจากนี้ สำนักข่าวซินหัวยังจัดให้คณะไปเยือน *SUZHOU INDUSTRIAL PARK* หรือ*SIP* ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรม หรือเมืองใหม่ที่ใหญ่โตมากที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลจีน และสิงคโปร์ ก่อสร้างตั้งแต่ปี 1994 มีพื้นที่ 80 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 3 แสนคน โดยใช้เงินลงทุนถึง 4 หมื่นล้านหยวน
ที่มาที่ไปที่มาสร้างเมืองใหม่ที่ซูโจวแห่งนี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก *เติ้ง เสี่ยว ผิง* อดีตผู้นำสูงสุดของจีน ได้ประกาศว่าจะเปิดประเทศเมื่อปี 1992 จากนั้นได้พูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของสิงคโปร์ จนกระทั่งจัดตั้งบริษัทร่วมทุน จีน-สิงคโปร์ เพื่อสร้างเมืองใหม่ชื่อว่า นิคมพัฒนาซูโจว โดยสิงคโปร์ลงทุน 65% และจีน 35% ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้ง น้ำ ไฟฟ้า ระบบโทรคมนาคม การสื่อสาร รวมถึง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า อุทยานวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่เมืองมหาวิทยาลัย
*Li Feng* รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ SIP และ *Zhang Yishi* รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและการค้า SIP เล่าว่า นิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศได้จำนวนมาก และดึงเม็ดเงินให้มาลงทุนได้อย่างมหาศาล แต่ละปีมีการขยายตัวเพิ่มถึง 30% มีคนงาน 420,000 คน โดยบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา และยุโรป 49% รองลงมา ญี่ปุ่น 18% และสิงคโปร์ 6% บริษัทที่เข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ จะต้องรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย หากพบว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา
ในเขตนิคมอุตสาหกรรมใหม่นี้ จะเน้นผลิตสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นเทคโนโลยีระดับสูง เช่น IC, TFT-LCD, ชิพ (Chip) ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง อะไหล่ที่ใช้สำหรับยานอวกาศ เป็นต้น ปัจจุบันสินค้าที่ผลิตส่งออกต่างประเทศสูงถึง 70-80% และขายในจีนเอง 20-30%
การไปเยือนจีนในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า *ทึ่ง* กับการพัฒนาตัวเองอย่างก้าวกระโดดในแทบจะทุกๆ ด้านของจีน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม รวมถึง การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารของจีนให้ทันสมัย เพื่อรองรับความต้องการของคนทั่วโลกในการเสพข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ
ทำให้ จีน ในสายตาของชาวโลกในขณะนี้ กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ทรง อิทธิพล อย่างยิ่ง!!
หน้า 27
| Hit : การเมือง คึกฤทธิ์ สิงคโปร์ อาทิ ข่าว เว็บไซต์ Daily Sichua สังคม รวมถึง ซึ่ง |














