คณะแพทย์ศิริราช เปิดตัวเด็กเตรียมฯ สอบได้คะแนนสูงสุดในประเทศ เจ้าตัวแจงไม่ได้สละสิทธิ แต่ขอเรียนก่อนดร็อปคว้าทุนเล่าเรียนหลวง ศึกษาต่อในสหรัฐฯ เผยอยากเป็นหมอตามพ่อแม่ คณบดีแพทย์จุฬาฯ ยันคงสัมพันธ์ดีกับศิริราช ไม่เคยมุ่งแข่งขัน รมช.ศธ.สั่งจับตา ม.เอกชนใช้นโยบาย จ่ายครบ จบแน่ สกอ.เผยยอดเด็กยื่นแอดมิสชั่นส์วันแรกกว่าหมื่นคน
นายวรัตถ์ สุขสมปอง หรือ น้องจุ่ง
ยืนยันไม่ได้สละสิทธิ อยากเป็นหมอตามพ่อแม่
นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
แถลงที่ห้องประชุม ตึกอำนวยการ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า เมื่อมีข่าวนักเรียนที่สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ซึ่งได้คะแนนสูงสุดของประเทศ 80.7615 คะแนน จาก 100 คะแนนเต็ม สละสิทธิเพื่อไปรับทุนเล่าเรียนหลวง ส่งผลให้
น.ส.ธัญชนก ธีรรัตน์กุล
นักเรียนโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กลายเป็นผู้สอบเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ในการสอบเข้าเรียนในคณะแพทยศาสตร์ของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) แทนนั้น เป็นข้อมูลคลาดเคลื่อน เนื่องจาก
นายวรัตถ์ สุขสมปอง นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่ได้คะแนนสูงสุด ไม่ได้สละสิทธิ
และช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ได้มาสอบสัมภาษณ์แล้ว และ
นายวรัตถ์ยืนยันจะเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ
'ผมไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน เพราะตามระเบียบของการเรียนในคณะแพทยศาสตร์ นักศึกษาแพทย์รักษาสิทธิการเป็นนักศึกษาโดยดร็อปเรียนไว้ได้นานถึง 12 ปี เช่น บางคนรักษาสิทธิเพื่อบวช 1-2 พรรษา และก็กลับมาเรียนต่อได้ตามเดิม'
นพ.ธีรวัฒน์
กล่าว
ขณะที่
นายวรัตถ์ หรือ น้องจุ่ง อายุ 17 ปี นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
กล่าวว่า ได้รับคัดเลือกให้ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงแล้วก็จริง แต่ได้สมัครเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ เมื่อผ่านการคัดเลือกก็เตรียมสอบสัมภาษณ์ โดยที่ไม่ได้สละสิทธิ และคิดว่าจะเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ข่าวที่ออกมาไม่ทราบว่าใครปล่อยว่า สละสิทธิ ทั้งนี้ ตัดสินใจว่าจะรับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านวิทยาศาสตร์ โดยจะเดินทางประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และจะเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ด้วย แต่จะดร็อปเรียนไว้ก่อน เพราะเห็นว่าการเรียนแพทย์เป็นสิ่งที่จำเป็น และไม่ได้กันที่นั่งใคร อีกทั้งหากมีเหตุสุดวิสัยที่คาดไม่ถึงก็จะได้กลับมาเรียนคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ
'ที่สอบแพทย์เพราะได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อแม่ที่เป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช รู้สึกว่าหมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติ และต้องเหนื่อยยากเพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก นอกจากนี้ ผมเข้าใจเนื้อหาของวิชาชีววิทยาในชั้น ม.ปลายอย่างดี ทำให้คิดว่ามีศักยภาพพอจะเรียนแพทย์ โดยตั้งใจจะเป็นแพทย์สูตินารีเหมือนพ่อ เป็นผู้ทำคลอด หรือเป็นผู้ที่ให้กำเนิดชีวิตคน จึงถือว่าสำคัญ ส่วนเทคนิคในการเรียนไม่มีอะไรมาก แค่หมั่นทบทวนบทเรียนสม่ำเสมอ ตั้งใจเรียนในห้องเรียน การทำความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป กวดวิชาก็มีบ้าง ส่วนหนึ่งมาจากการที่ต้องไปเข้าค่ายวิชาการโอลิมปิค แต่ส่วนตัวคิดว่าการกวดวิชาไม่ได้จำเป็นมากมายหากตั้งใจเรียนในห้อง ส่วนที่เด็กเก่งนิยมหันไปเรียนด้านอื่นมากกว่าแพทย์นั้น คงกลัวโดนฟ้อง ซึ่งถ้าทุกคนคิดเช่นนี้ ในอนาคตจะไม่มีแพทย์ที่มีคุณภาพมารักษาคนไข้ จึงอยากฝากเพื่อนๆ ว่าหมอเป็นอาชีพที่ทรงเกียรติ และต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพ'
นายวรัตถ์
กล่าว
พญ.ศิริลักษณ์ สุขสมปอง มารดาของ น้องจุ่ง
กล่าวว่า ที่น้องจุ่งเลือกเรียนคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ นั้น พ่อแม่ไม่ได้บังคับ แต่เพราะลูกเห็นว่าเป็นคณะแพทย์ที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียง ยืนยันได้ว่าพ่อแม่ไม่มีอิทธิพลในการเลือกเรียนอย่างแน่นอน จะให้ตัดสินใจเอง แต่ช่วยแนะนำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กล่าวว่า กรณีที่
น.ส.ธัญชนก ธีรรัตน์กุล หรือน้องนุกนิก
ได้คะแนน 79.9443 เป็นอันดับ 1 ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ขณะนี้ได้มารายงานตัว สอบสัมภาษณ์ และทำสัญญาการเรียนแพทย์ โดยเมื่อจบแล้วจะชดใช้ทุน ซึ่งกรณีทั่วไปเมื่อรายงานตัวและเรียนได้ระยะหนึ่ง หากได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ก็สามารถลาออกได้ โดยเฉพาะทุนเล่าเรียนหลวง เพราะถือเป็นเกียรติของวงศ์ตระกูล อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร น.ส.ธัญชนกก็คือผู้ที่ได้คะแนนอันดับ 1 ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อีกทั้ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะแข่งขันกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 เมษายน ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ส่งเอกสารข่าวเผยแพร่ไปยังสื่อมวลชน โดยระบุว่าผู้สอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 แต่สละสิทธิ ทำให้ น.ส.ธัญชนกซึ่งได้คะแนนอันดับ 2 ได้คะแนนสูงสุดแทน
นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)
กล่าวภายหลังมอบนโยบายให้กับผู้บริหาร สกอ.ว่า ได้มอบให้สำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา สกอ.ไปดูแลมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอนทั้งหมด เพราะทราบว่ามหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งเข้าข่ายดำเนินการในเชิงพาณิชย์ เหมือนสโลแกนที่ว่า 'จ่ายครบ จบแน่' ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงได้สำนักมาตรฐานฯจับตาดูเป็นพิเศษว่ามหาวิทยาลัยใดที่เข้าข่ายลักษณะนี้ เพราะแม้ว่า สกอ.จะมีระเบียบที่ชัดเจนในการกำกับดูแลมาตรฐานมหาวิทยาลัยเอกชนอยู่แล้ว แต่อยากให้เน้นเชิงลึกอีกในเรื่องของมาตรฐานการเรียนการสอน หลักสูตร ความพร้อมของมหาวิทยาลัย หากพบว่ามหาวิทยาลัยใดที่มีปัญหา จะต้องพิจารณาถึงมาตรการที่จะดำเนินการต่อไป
'ที่มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่งโฆษณาว่า ลงทะเบียนเรียนแล้ว จะได้รับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กฟรีนั้น ผมจะมอบให้สำนักงานมาตรฐานฯไปดูแลปัญหานี้ด้วย ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่นั้น คงต้องดูว่าทำได้จริงหรือไม่ ถ้าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ก็ถือเป็นการหลอกลวงได้ ซึ่ง สกอ.มีขั้นตอนที่จะดำเนินการอยู่แล้ว ผมจะตรวจสอบว่ามีมหาวิทยาลัยโฆษณาชักชวนให้นักศึกษาเข้าเรียนโดยใช้โน้ตบุ๊กมาล่อใจหรือไม่ ถ้าใครพบว่ามหาวิทยาลัยเอกชนโฆษณาลักษณะนี้ ขอให้แจ้งผม'
นายบุญลือ
กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้เปิดให้ดูกระดาษคำตอบผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ม.6 เป็นวันที่สอง
มีนักเรียนมาดูกระดาษคำตอบ 202 คน ที่เหลืออีก 500 คน จะเดินทางมาดูกระดาษคำตอบในวันที่ 11 เมษายน ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ขณะที่มีผู้ทยอยมาดูกระดาษคำตอบในการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นสูง หรือเอเน็ต ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในวันนี้ 123 คน และมีผู้ยื่นคำร้องเพื่อขอดูคะแนนอีก 40 คน ซึ่ง สกอ.จะเปิดให้ดูต่อไป ทั้งนี้ เมื่อได้ดูกระดาษคำตอบโอเน็ตและเอเน็ตแล้ว ไม่พบว่าตรวจกระดาษผิด ส่วนการสมัครแอดมิสชั่นส์ผ่านเว็บไซต์ สกอ. www.cuas.or.th ในวันแรกจนถึงเวลา 18.00 น. มียอดผู้สมัครถึง 12,357 คน
สำหรับเรื่องที่นักเรียน ม.6 จำนวนมากสนใจเลือกคณะที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์ หรือที่มีการเรียนการสอนในรูปแบบภาษาอังกฤษนั้น มติชน ได้สำรวจค่าเล่าเรียนในหลักสูตรดังกล่าว พบว่ามีค่าใช้จ่ายที่สูงมากโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 150,000-200,000 บาทต่อปี มหาวิทยาลัยรัฐซึ่งมีผู้นิยมศึกษาหลักสูตรอินเตอร์ 3 อันดับแรกคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในส่วนของจุฬาฯมีคณะเปิดสอนในหลักสูตรอินเตอร์ 5 คณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะพาณิชการและการบัญชี และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคณะเปิดหลักสูตรนานาชาติ ทั้งสิ้น 5 คณะ ได้แก่ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ และคณะพาณิชยการและการบัญชี ส่วนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์เพียงคณะเดียว คือคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุดคือคณะพาณิชยการและการบัญชี จุฬาฯ 185,000 บาทต่อปี
นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติในระดับปริญญาตรี อยู่ 4 หลักสูตรได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตร์ หลักสูตรบริหารธุรกิจ หลักสูตรวิทยาศาสตร์ และสุดท้าย หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 160,000 บาทต่อปี
เมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยเอกชนหลายๆ แห่ง ที่เปิดสอนในหลักสูตรนานาชาติ เช่น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาหอการค้าไทย พบว่าค่าเรียนในหลักสูตรดังกล่าวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000-140,000 บาท ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐหลายแห่ง
ทั้งนี้ ในส่วนที่นักเรียน ม.6 อีกกลุ่มหนึ่งมีแนวโน้มเลือกเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์มากขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่เห็นว่ามีรายได้ตอบแทนสูงนั้น นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ กล่าวว่า การที่นักเรียนหันมาสนใจเรียนคณะนิติศาสตร์อาจจะเป็นกระแสเหมือนยุคหนึ่งที่นิยมเรียนทางด้านสื่อสารมวลชน เพราะถ้าต้องการเป็นอัยการก็จะมีเงินเดือนสูงอาจจะถึง 6 หลัก ส่วนนี้อาจจะเป็นตัวเร่งให้หันมาสนใจเรียนทางด้านนี้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าผู้ที่ประกอบวิชาชีพนักกฎหมายปราศจากความเป็นธรรม ก็จะทำให้สังคมเกิดปัญหาตามไปด้วย จึงไม่อยากให้เรียนตามเพื่อน ตามใจผู้ปกครอง หรือเรียนตามกระแส เพราะถ้าเรียนด้วยเหตุผลข้างต้น แนะนำอย่าเรียนทางด้านนี้ดีกว่า เพราะจะไม่เป็นประโยชน์ การเรียนตามกระแสซึ่งไม่ใช่ความดีงามที่อยู่ในตัวของบุคคล ถึงจะเรียนเก่งจบภายใน 3-4 ปี สอบได้เนติบัณฑิตแต่ขาดคุณธรรมจริยธรรม จะทำให้สังคมมีความบอบช้ำ ถ้าคิดจะเรียนเพื่อให้ตนเองมีฐานะดีควรจะเรียนทางด้านอื่น














