คอลัมน์ ข้าราษฎร
โดย สายสะพาย
ในรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ประธาน ซึ่งจะนำเสนอในวันพุธที่ 16 พฤษภาคม 2550 นี้ มีปัญหาหนึ่งที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า มีการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจเนื่องจากระบบการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ง่ายต่อการถูกแทรกแซง การไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง (ของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่) และการละเลยต่อระบบคุณธรรม
ลักษณะการบรรจุ สรรหาและการแต่งตั้งมีลักษณะของระบบอุปถัมภ์มากกว่าจะแต่งในระบบคุณธรรม ดังจะเห็นได้จากการที่ข้าราชการตำรวจที่มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจจะได้รับการพิจารณาความดีความชอบและการเลื่อนตำแหน่งเหนือกว่าข้าราชการตำรวจทั่วไป
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจากผู้มีอำนาจเนื่องจากภารกิจเกี่ยวข้องกับอำนาจ อิทธิพลและผลประโยชน์ของบุคคลหลายฝ่ายทั้งประชาชน พ่อค้า นักธุรกิจ นักการเมือง ตลอดจนองค์กรที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ข้าราชการตำรวจตกอยู่ภายใต้อำนาจและอิทธิพลต่างๆ
ระบบการบริหารงานตำรวจถูกแทรกแซงและครอบงำจากผู้มีอำนาจอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตำรวจตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศในลักษณะรัฐตำรวจ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อให้ได้ลาภ ยศและผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในลักษณะตอบแทนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนหรือประเทศชาติ
แนวทางที่คณะกรรมการฯนำเสนอในการพัฒนาระบบงานตำรวจ เช่น การกระจายอำนาจการบริหารงานมิให้รวมศูนย์อยู่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่มีผู้ใต้บังคับบัญชากว่า 260,000 คน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารงานและตรวจสอบอย่างแท้จริง สร้างองค์กร (คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ) ที่ไม่ถูกครอบงำทั้งทางการเมืองและ ผบ.ตร.ในการโยกย้ายตำรวจระดับสูง การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ของตำรวจไปให้หน่วยงานอื่น
ในการกระจายอำนาจการบริหารงานมีข้อเสนอให้ยกฐานะกองบัญชาการตำรวจ (บช.) ภูธรภาค 1-9 และ บช.นครบาลให้มีรูปแบบเสมือนนิติบุคคลและยกฐานะ บช.อื่นที่มีความสำคัญในลักษณะเดียวกันเพื่อความคล่องตัวและเบ็ดเสร็จในการบริหารงานบุคคลมีหัวหน้าหน่วยงานเรียกว่า อธิบดีตำรวจภูธรภาค อธิบดีตำรวจนครบาล โดย ผบ.ตร.มีอำนาจเพียงกำกับดูแลเท่านั้น แต่ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายงานระดับปฏิบัติการหรือการบริหารงานภายในของแต่ละกองบัญชาการได้
ประเด็นนี้ล่ะครับที่ต้องถกเถียงกันว่า เป็นการขยายเครือข่ายงานตำรวจให้ใหญ่โตเทียบเท่ากระทรวง จะยิ่งเป็นอุปสรรคในการปฏิรูปตำรวจหรือไม่
หน้า 26














