ประเทศไทยของเรายังมีชุมชนในถิ่นห่างไกลทุรกันดารอยู่อีกมาก โดยเฉพาะบริเวณภูเขาสูงในภาคเหนือ และภาคตะวันตก บางแห่งไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโทรศัพท์ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ขาดแคลนก็คือ “ไม่มีบริการการศึกษาที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” ตามที่กำหนดไว้เป็นหน้าที่ของรัฐในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงปรากฏว่าทุกวันนี้ยังมีคนไทยที่ไม่ได้รับการศึกษาภาคบังคับ บางชุมชนไม่มีคนเรียนจบชั้นมัธยมแม้แต่คนเดียว ซึ่งถือเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จะต้องเร่งรัดสนับสนุนการศึกษาในถิ่นกันดารให้มีประสิทธิภาพสูงกว่านี้ แม้ว่าจะต้องเสียเวลาหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเท่าใดก็ตาม หากไม่ทำหรือทำไม่ได้ ต้องถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่อย่างร้ายแรง
ชุมชนทุรกันดารเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่แยกตัวออกมาจากหมู่บ้าน เรียกว่าหย่อมบ้านหรือป๊อกบ้าน มีประชากรราว 50-100 คน มักอยู่ตามหุบเขาที่มีน้ำและที่ดินสำหรับทำการเพาะปลูก การเดินทางไปอำเภอต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง บางแห่งไม่มีถนนเข้าถึงต้องใช้การเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น ส่วนที่มีถนนดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาสูงชัน หรือต้องลุยน้ำผ่านลำห้วยเพราะไม่มีสะพาน ทำให้ไม่สามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือจักรยานยนต์ได้ในฤดูฝน
ตัวอย่างเช่น บ้านโจะเก้ปู่ ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ห่างจากอำเภอ 102 กม. ใช้เวลาเดินทางถึงอำเภอ 5 ชั่วโมงในฤดูแล้ง และ 10 ชั่วโมงในฤดูฝน ซึ่งประชาชนในชุมชนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นคนไทยที่มีบัตรประชาชนและมีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมาย แต่บางคนก็ไม่มีบัตร เพราะไม่ได้แจ้งเกิดหรืออพยพเข้ามาใหม่ ส่วนหนึ่งเป็นชาวไทยภูเขา หรือคนไทยพื้นราบเชื้อสายกะเหรี่ยง ลื้อ ลัวะ ถิ่น ยอง ที่อยู่สืบเนื่องกันมาหลายร้อยปี ซึ่งการขาดการศึกษาของประชาชนทำให้เกิดผลเสียต่อเนื่องหลายอย่าง เช่น ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ไม่รู้สิทธิและหน้าที่ในการเป็นคนไทย ไม่ได้รับบริการจากรัฐที่เหมาะสม เกิดปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชีพการเกษตรที่เหมาะสม การตัดไม้ทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย หรือ โรคระบาด ฯลฯ
เนื่องจากโรงเรียนประถมของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ส่วนใหญ่จะมีอยู่เพียงตำบลละหนึ่งหรือสองแห่งเท่านั้น ดังนั้นจึงมีหย่อมบ้านทุรกันดารจำนวนมากที่อยู่ห่างไกลจากโรงเรียนประถมชนิดที่ต้องเดินข้ามภูเขากันนับสิบชั่วโมง ทำให้เด็กจำนวนหนึ่งไม่สามารถเดินทางมาเรียนได้ เมื่อเด็กดังกล่าวเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็กลายเป็นผู้ไม่ได้รับการศึกษา พูดหรืออ่านภาษาไทยไม่ได้ คนต่างถิ่นที่ไปเยือนยังสงสัยว่าชุมชนดังกล่าวอยู่ในประเทศไทยหรือเปล่า เช่นที่อำเภออมก๋อยจังหวัดเชียงใหม่ยังมีคนที่พูดภาษาไทยไม่ได้กว่า 7,000 คน หรือที่แม่ฮ่องสอนมีคนที่พูดภาษาไทยไม่ได้เกือบ 10,000 คน หากปล่อยให้ปัญหานี้ยืดเยื้อเรื้อรังต่อไปอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ หรือเกิดการขอแบ่งแยกดินแดนดังที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้
เท่าที่ผ่านมา ได้มีความพยายามแก้ปัญหาการศึกษาของชุมชนทุรกันดารด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ตั้งสาขาของโรงเรียนประถม หรือ จัดห้องเรียนเคลื่อนที่ แต่ประสบปัญหาด้านประสิทธิภาพจนต้องยุบทิ้งไปหลายแห่ง ในขณะที่โรงเรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานเองก็มีปัญหาคุณภาพต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานถึงกว่าสองหมื่นแห่ง ซึ่ง ศธ. ยังแก้ไม่ตก นอกจากนี้ยังมีการตั้งโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์/ราชประชานุเคราะห์ในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อรับเด็กในถิ่นกันดารเข้าเรียนแบบประจำแต่ก็รับได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ รวมถึงการจัดตั้งรร.ตำรวจตระเวนชายแดน 191 แห่ง โดยใช้ตำรวจเป็นครูสอนเด็กอนุบาลถึงมัธยมเกือบ 30,000 คน ซึ่งได้รับความสำเร็จอย่างน่ายกย่อง
ตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ในขณะนั้น ได้จัดตั้งศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ขึ้น โดยส่งครูอาสา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูดอย 1-2 คนเข้าไปฝังตัวพักอยู่กับประชาชน ในชุมชน และมีการสร้างอาคารขนาดเล็ก เรียกว่า อาศรม ด้วยวัสดุท้องถิ่น เพื่อให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาลถึงป.6 ในตอนกลางวัน โดยมุ่งให้สามารถช่วยเหลือตนเองและเป็นพลเมืองดีของชาติ ซึ่งโครงการศศช. นี้ได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี 2537 ในฐานะที่เป็นแนวคิดใหม่ในการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน ซึ่งปัจจุบันมีการขยายเปิดตามชุมชนทุรกันดารถึง 773 แห่งใน 17 จังหวัด
เมื่อ พ.ศ. 2535 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงอ่านหนังสือพิมพ์ และทรงพบจดหมายของครูอาสาสมัคร กศน. คนหนึ่ง ที่ ศศช.บ้านใหม่ห้วยหวาย จ.แม่ฮ่องสอน บรรยายความยากลำบากในการเป็นครูดอยในถิ่นกันดารและขอรับการสนับสนุนในสิ่งที่ขาดแคลน จึงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 80,000 บาท ให้สร้างอาคารขึ้นใหม่ ต่อมาในปี 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานชื่อ ศศช. ใหม่ ว่า “ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง” แต่ชื่อย่อยังใช้ติดของเก่าว่า ศศช.เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตามแม้ ศศช. จะได้สร้างประโยชน์อย่างมากมาย และเป็นผลงานดีเด่นอย่างหนึ่งของศธ.ในระดับนานาชาติ แต่ปัจจุบัน ศศช.ยังอยู่ในสภาพอนาถา และมีปัญหาที่รอคอยการแก้ไขสนับสนุนอยู่มาก เช่น
1. ความต้องการและความเหมาะสมของหลักสูตร เนื่องจากประชาชนในถิ่นกันดารเหล่านี้ ร้อยละ 80 ไม่มีโอกาสเรียนต่อถึงระดับมหาวิทยาลัย เด็กที่จบ ป.6 ส่วนใหญ่จะไปแต่งงาน ทำงานรับจ้างหรือการเกษตร ดังนั้นจึงต้องจัดการศึกษา ชนิดที่เมื่อเด็กจบ ป.6 แล้วสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียง โดยไม่จำเป็นต้องเรียนต่อ แต่รู้จักหาความรู้ด้วยตนเองหรือรับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วได้ สำหรับเด็กที่มีศักยภาพควรส่งไปเรียนต่อตั้งแต่ชั้น ป.4 ที่ รร.ศึกษาสงเคราะห์/ราชประชานุเคราะห์ ซึ่งมีอุปกรณ์และครูที่ดีกว่า
2. ควรจัดงบประมาณให้เพียงพอเหมาะสม เนื่องจากการดำเนินงานของพื้นที่ทุรกันดารนั้นยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะค่าเดินทางและขนส่งสิ่งของต่าง ๆ แต่ปัจจุบันนี้ ศศช.ได้รับเงินงบประมาณสนับสนุนน้อยมาก จนไม่เพียงพอแก่การปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้องอยู่กันอย่างแร้นแค้นตามมีตามเกิด เด็กต้องนอนเขียนหนังสือ หรือนั่งเรียนบนพื้นดิน ต้องขอบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเหมือนขอทาน การแก้ปัญหานี้ต้องเชิญเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณไปเยี่ยม ศศช.ทุกแห่ง เพื่อจะได้เข้าใจสภาพความเป็นจริง
3. สนับสนุนตำราเรียน และสื่อการเรียนรู้ เนื่องจากประชาชนในถิ่นกันดารมีฐานะยากจน และหนังสือเรียนในปัจจุบันมีราคาแพง
4. เพิ่มผลตอบแทนให้ครู ศศช. เนื่องจากครูดอยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นข้าราชการเนื่องจากไม่มีอัตราให้ จึงเป็นแต่เพียงลูกจ้างหรือพนักงานราชการที่ไม่มีสิทธิเบิกเบี้ยกันดาร ดังนั้นครู ศศช.จึงลาออกบ่อยเมื่อได้งานที่มั่นคงกว่า ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้บางส่วนหากจัดเงินเพิ่มพิเศษเป็นรางวัล หรือค่าเดินทาง และควรรับคนท้องถิ่นที่ให้ทุนส่งไปเรียนจบจาก รร.ศึกษาสงเคราะห์หรือมหาวิทยาลัยราชภัฏ กลับมาเป็นครูดอยใกล้บ้านของตนมากกว่าจะเปิดรับทั่วไป
5. ขาดการตรวจเยี่ยมจากผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากการเดินทางยากลำบากมากจึงไม่ค่อยมีผู้บริหารไปตรวจเยี่ยม
6. บรรจุชื่อ ศศช.เข้าในบัญชีชื่อสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะรัฐมนตรีบางท่านไม่ทราบว่ามีหน่วยงานเช่นนี้อยู่ในกระทรวง จึงไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับสถานศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
7. ควรปรับปรุงกิจกรรมการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ตามเป้าประสงค์ดั้งเดิมของ ศศช. โดยใช้ศูนย์นี้ให้การศึกษาแก่ผู้ใหญ่ ตามหลักการศึกษาตลอดชีวิต เริ่มต้นด้วยให้อ่านออกเขียนได้ แล้วให้การศึกษาด้านอาชีพ ตั้งกลุ่มพัฒนาชุมชน แต่ในปัจจุบันกิจกรรมด้านนี้ของศศช.ได้ลดลงกว่าแต่ก่อนมาก เพราะนโยบายผู้บริหารไม่ชัดเจนและขาดงบประมาณ
และ 8. ควรนำระบบการศึกษาทางไกลมาใช้ประโยชน์ โดยปรับปรุงรายการของวิทยุศึกษา และโทรทัศน์ ETV ให้เข้าถึงและเหมาะสมสำหรับกลุ่มคนไทยในถิ่นทุรกันดาร
ขณะที่หน่วยงานอื่นหลายแห่งได้พัฒนาบริการสู่พื้นที่ห่างไกลอย่างทันสมัย เช่น ระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของกระทรวงพลังงาน โทรคมนาคมสู่ถิ่นกันดารของ กสท หรือ สถานีอนามัยของกระทรวงสาธารณสุข แต่ระบบการศึกษาเพื่อถิ่นกันดารของกระทรวงศึกษาธิการกลับหยุดนิ่งหรือเดินถอยหลังอย่างน่ากังวล
งานการศึกษาในถิ่นกันดารเป็นงานสำคัญของชาติ ที่มีผลเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศและความผาสุกของประชาชน จำเป็นจะต้องได้รับการสนับสนุนและแก้ปัญหาอย่างฉลาดและทันท่วงที มิใช่ปล่อยให้ปัญหาหมักหมม ทำไปตามมีตามเกิด ซึ่งอาจเริ่มต้นง่าย ๆ เพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจะกรุณาจัดเวลาสักสองวันเดินทางไปดูสภาพที่แท้จริงของ ศศช.โดยรถยนต์ มิใช่โดยเฮลิคอปเตอร์ แล้วนำข้อมูลมาแก้ไขปัญหาโดยพลันก็เชื่อว่าจะกระทำได้ไม่เกินฝีมืออย่างแน่นอน.
ดร.อาทร จันทวิมล
| Hit : ส่วนหนึ่ง dquo แต่ปัจจุบัน ldquo ศึกษาสงเคราะห์ นั้น |














