โดย ริยา เด็ดขาด รองผู้อำนวยการวิทยาลัยนิติรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
ควรหรือไม่ที่จะบัญญัติ ...พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
ผู้เขียนขอร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้ เพื่อเป็นข้อประกอบพิจารณาในการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ได้ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย
ชนชาติไทยได้นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่โบราณกาล คติความเชื่อตามแนวพุทธศาสนามีคุณค่าต่อชีวิตของคนไทยในฐานะที่เป็นรากฐานสำคัญในชีวิตและค่านิยมของสังคมไทย
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาจึงเป็นหลักเกณฑ์ทางศีลธรรมที่แทรกซ้อนอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าทั้งด้านวิถีชีวิตส่วนตัวและวิถีชีวิตทางสังคม
ทำให้เกิดระบบความเชื่อและหลักประพฤติปฏิบัติที่เป็นพระพุทธศาสนาแบบคนไทยเฉพาะ
อันเป็นที่มาของวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติ ความผูกพันของคนในชาติ ตลอดจนเป็นกรอบความคิดและค่านิยมทางสังคมที่ถูกต้องในการทำหน้าที่ของบุคคลที่เป็นพุทธศาสนิกชน มาตั้งแต่ในอดีต และได้มีส่วนช่วยในเรื่องการเมือง การปกครองและการบริหารประเทศ
ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนเป็นครั้งแรกในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เป็นผู้ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1820-1842 ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นหลักฐานที่แสดงว่า พ่อขุนรามคำแหง ทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของสังคมไทย ด้วยทรงนำหลักธรรมในพุทธศาสนาเข้ามาเป็นรากฐานสังคมที่มีชีวิตที่ดีที่งาม
ดังข้อความในจารึกหลักที่ 1 ที่ว่า คนในเมืองสุโขทัยมักทาน มักทรงศีล มักโอยานทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิงฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน ฝูงปู่ครู เณร มหาเถร ขึ้นนั่งเหนือขนาดหินสูดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจำศีล ผิใช่วันสูดธรรม พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยขึ้นนั่งเหนือขนาดหิน
กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ได้ให้ความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาซึ่งในขณะนั้นประสบกับความเสื่อมโทรม เพราะฆราวาสและภิกษุขาดความเข้าใจในหลักธรรมและการปฏิบัติที่ถูกต้อง
ดังพระราชปณิธานในเวลานั้นว่า ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา จึงได้ทรงโปรดฯให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกขึ้น ใน พ.ศ.2331-2332
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้มีการนำหลักธรรมตามแนววิถีชีวิตไทยมาเป็นเครื่องเตือนสติสำนึกความละอายชั่ว กลัวต่อบาป ทั้งนี้ ถือว่าความบกพร่องในทางศีลธรรมนอกจากจะนำผลร้ายมาสู่ผู้กระทำแล้ว ยังก่อให้เกิดผลพิบัติต่อบ้านเมือง ดังเช่น การไม่ปฏิบัติศีล 5 ที่กล่าวว่า ซึ่งบ้านเมืองเกิดเข็ญถึงเช่นนี้ เพราะโลกีย์ตัณหาพาฉิบหาย อันศีลห้าว่าอย่าทำให้จำตาย จะตกอบายภูมิขุมนรก
โดยเฉพาะหลังสมัยรัชกาลที่ 6 สถาบันพุทธศาสนามีบทบาทเป็นสื่อของการสร้างชาติ โดยการตีความหลักคำสอนสนองอุดมการณ์รัฐเน้นความของการทำหน้าที่พลเมืองของชาติในภาระหน้าที่สำคัญของการทำหน้าที่ต่อบ้านเมือง ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ความรักชาติ ตั้งตนอยู่ในความสามัคคีและการปฏิบัติตามกฎหมาย
และได้มีส่วนช่วยในเรื่องการเมือง การปกครองและการบริหารประเทศเรื่อยมา
จากการที่พระพุทธศาสนามีคุณสมบัติสำคัญเช่นนี้ ผู้ปกครองของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงคำนึงถึงความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาของชาติ การอุปถัมภ์และพิทักษ์รักษาจึงเป็นจารีตประเพณีที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงปฏิบัติสืบเนื่องตลอดมาไม่ขาดสายจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะโดยทรงมีพระราชจริยาวัตรและพระปณิธาน พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์พระองค์ต่างๆ เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา
ครั้นต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
แนวความคิดดังกล่าวส่งผลให้พระพุทธศาสนามีสถานะในทางกฎหมายดังที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ ได้สะท้อนให้เห็นว่า พระพุทธศาสนามีความสำคัญในประเทศไทยและเป็นส่วนสำคัญของชาติ
รัฐธรรมนูญไทยฉบับต่างๆ รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้บัญญัติให้ผู้ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ต้องนับถือพระพุทธศาสนา และทรงปฏิญาณพระองค์เป็นพุทธมามกะ
หมายความว่า การนับถือศาสนาพุทธ เป็นเงื่อนไขของการเป็นพระมหากษัตริย์ และเมื่อได้เป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ภายหลังพระมหากษัตริย์จะทรงเปลี่ยนไปถือศาสนาอื่น หรือกลายเป็นผู้ไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ก็ไม่สามารถจะเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปได้ เพราะมาตรานี้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ ต้องนับถือพุทธศาสนาตลอดเวลาที่เป็นพระมหากษัตริย์
จากข้อความดังกล่าวหากพิจารณาเฉพาะบทบัญญัตินี้ อาจจะกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญให้การยกย่องพระพุทธศาสนามีระดับที่แตกต่างจากศาสนาหรือความเชื่ออื่น แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับในทางข้อเท็จจริง พระมหากษัตริย์จะนับถือศาสนาแตกต่างกับประชาชนส่วนใหญ่นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะจะทำให้พระองค์ขาดความเคารพ
การบัญญัติเช่นนี้ก็เป็นการสมควร เพื่อจะได้ปฏิบัติพิธีการตามศาสนาและขนบธรรมเนียมที่มีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือและปฏิบัติอยู่
และเมื่ออ่านควบคู่กับบทบัญญัติที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก คือ ผู้ทำนุบำรุงทุกศาสนาในฐานะกษัตริย์ด้วยแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญยกย่องพระพุทธศาสนา และกำหนดให้เป็นหน้าที่สำคัญของผู้ปกครอง ที่จะต้องอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทำนุบำรุงพระศาสนา แต่ศาสนาอื่นๆ ที่ประชาชนไทยนับถืออยู่ ต้องได้รับการทำนุบำรุงเช่นกัน
แสดงให้เห็นว่า แม้พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นพุทธมามกะ แต่พระองค์ทรงเป็นกลางระหว่างศาสนาทั้งหลายที่ชาวไทยนับถือ
บุรพกษัตริย์ไทยทรงให้ความอุปถัมภ์แก่ศาสนาต่างๆ ด้วยดีตลอดมา เป็นโบราณราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ไทยจะทรงอนุเคราะห์แก่ชนทุกศาสนา ตลอดจนเสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานประกอบพิธีทางศาสนาต่างๆ ทุกศาสนา เป็นลักษณะหนึ่งของการแสดงบทบาทและบารมีของพระมหากษัตริย์ในสังคมไทยที่ทรงมีอยู่เหนือมวลพสกนิกร และการดำรงไว้ซึ่งการเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่พึ่งของชนทุกชาติทุกศาสนา
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ศาสนาไม่ได้ถูกแยกจากรัฐอย่างเด็ดขาด รัฐไทยมีความสัมพันธ์กับศาสนาเป็นไปในวิถีทางอำนวยประโยชน์แก่กันไม่ว่าในระดับสถาบัน องค์กรศาสนา และกลุ่มศาสนาต่างๆ ได้รับการดูแล การอุปถัมภ์ และคุ้มครองจากรัฐ
ต่างจากแนวคิดทางตะวันตกหรือในสหรัฐอเมริกา ที่ข้อความในรัฐธรรมนูญส่งผลทำให้ต้องแบ่งแยกรัฐกับศาสนาออกจากกันอย่างเด็ดขาด กล่าวคือ รัฐบาลไม่สามารถจะตั้งศาสนาของทางราชการ แนวทางในการจัดการเกี่ยวกับศาสนาของรัฐต้องยึดหลักความเป็นกลางทางศาสนา เนื่องจากภูมิหลังสถาบันทางศาสนามักจะเข้ามาก้าวก่ายกับการเมืองเสมอ
หรือไม่รัฐบาลก็จะใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ซึ่งเป็นการไม่เหมาะสมทั้งสองกรณี
ความสำคัญของพระพุทธศาสนาที่มีสังคมไทยดังกล่าว มีผลให้เรื่องศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ และรัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนา ดังเช่นในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 78 จึงบัญญัติว่า รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
มีนัยว่ารัฐต้องให้การช่วยเหลือ สนับสนุนกิจการทางศาสนาโดยให้เงินอุดหนุนในรูปของการตั้งงบประมาณอุดหนุนศาสนาต่างๆ การนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในส่วนต่างๆ ในสังคม เช่น การจัดการศึกษา รวมถึงส่งเสริมความประสานสามัคคีระหว่างชนชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ กับชนชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข
ผลที่ได้คืนกลับมาคือ แต่ละศาสนาจะมีความเห็นใจกัน ช่วยเหลือและผ่อนปรน มีความใจกว้างที่จะยอมรับความแตกต่างในความเชื่อ ความขัดแย้งทางศาสนาย่อมจะมีน้อยลง ถึงมีก็ไม่รุนแรงเท่าชาติอื่น
ซึ่งสภาพการณ์ที่กล่าวมานี้ ให้เห็นมาช้านานและฝังลึกในจิตใจ ของคนไทย นิสัยใจคอให้มีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย
หน้า 5
| Hit : พุทธมามกะ การอุปถัมภ์ รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์ ได้มีส่วนช่วยในเรื่องการเมือง การปกครอง |














