
โอกาสในตลาดงาน ของเหล่าบัณฑิตราชภัฏ
ราชภัฏวันนี้
วาสนา แสงสุข
ทุกๆ ปี เมื่อใกล้ช่วงเวลาปิดภาคเรียน นักเรียน นักศึกษาหลายคนอาจรู้สึกสดชื่น และเตรียมวางโปรแกรมที่จะใช้เวลาช่วงวันหยุดยาวนี้อย่างไร บางคนแพ็กกระเป๋าเตรียมเดินทางไกลกับครอบครัว หรือกลุ่มก๊วนคนสนิท บ้างอาจไม่อยากเดินทางไกลก็หาสถานที่เที่ยวกันในจังหวัดหรือใกล้เคียง
แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ยิ่งใกล้ช่วงปิดภาคเรียนเท่าไร ก็ยิ่งวิตกกังวลและต้องคร่ำเคร่งกับการตระเวนออกหางานทำ หาทางเส้นใหม่ของตนเอง ก่อนที่จะได้ชื่อว่าเป็น บัณฑิตเต็มขั้น ต้องออกก้าวเดินสู่เส้นทางชีวิตจริง
โดยเฉพาะเมื่อสภาวะปัจจุบัน ทุกคนต่างแก่งแย่งช่วงชิงโอกาสที่ดีที่สุดให้กับตนเอง บัณฑิตใหม่ต่างออกตระเวนหางานทำที่เหมาะสมตามความถนัด หรือสาขาที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อนำความรู้ที่สั่งสมไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองและสังคมมากที่สุด
ในส่วนของบัณฑิตจากรั้วราชภัฏ หากนับรวมทั้ง 40 แห่งแล้วจะพบว่า แต่ละปีมหาวิทยาลัยราชภัฏผลิตบัณฑิตทั้งหญิง-ชาย ถึงเกือบ 1 แสนคนต่อปี เป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดงานสูงสุด
จากข้อมูลสถิติผู้สำเร็จการศึกษา ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รวบรวมไว้ล่าสุด พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในปีการศึกษา 2548 จากมหาวิทยาลัยทั้งรัฐ และเอกชน มีจำนวนถึง 222,870 คน
และ 43.9% หรือบัณฑิต 98,051 คน เกือบครึ่งของผู้สำเร็จการศึกษาในแต่ละปีเป็นบัณฑิตจากรั้วราชภัฏ
บัณฑิตใหม่เหล่านี้ต้องก้าวเข้าสู่ตลาดงานที่มีโควตาจำกัด หรือกลับไปทำงานรับใช้ท้องถิ่นของตนเอง ตามปรัชญาของมหาวิทยาลัยราชภัฏได้มากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
จากข้อมูลที่สถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งมีจำนวนนักศึกษาเข้า และบัณฑิตที่จบออกไปสูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏด้วยกัน ปรากฏว่าบัณฑิตที่จบการศึกษาในปี 2548 จำนวน 5,875 คน มีงานทำแล้วถึง 85.9% ยังไม่มีงานทำ 13.0% และศึกษาต่อ 1.1%
โดยบัณฑิตคณะครุศาสตร์ มีงานทำมากที่สุด คิดเป็น 90.7% รองลงมาเป็นบัณฑิตคณะวิทยาการจัดการ 86.5% คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 85.3% คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 83.9% คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 83.5% และคณะศิลปกรรมศาสตร์ 77.3%
ผศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา ชี้แจงว่า ในเชิงปริมาณ บัณฑิตของสวนสุนันทาที่จบออกไปแล้วเข้าสู่ตลาดงานอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยอยู่ในระดับ 4 จาก 5 ระดับ ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ตั้งเป้าไว้
ข้อดีของบัณฑิตราชภัฏ ที่สำคัญเลยคือ ไม่เลือกงาน ดังนั้นหากเทียบกับบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยเอกชน สัดส่วนของบัณฑิตราชภัฏที่เข้าสู่ตลาดงานอาจจะไม่ด้อยไปกว่ามหาวิทยาลัยอื่นๆ ขณะที่บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรัฐ หรือเอกชนชื่อดังๆ ค่อนข้างเลือกงาน โดยพิจารณาจากความมั่นคง ความก้าวหน้า อัตราเงินเดือน และองค์กร
หากดูจากตัวเลขเชิงปริมาณแม้จะอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นที่น่าพอใจ แต่หากมองในเชิงคุณภาพแล้วยังต้องปรับปรุงและพัฒนาขึ้นอีก โดยเฉพาะหากดูจากระดับเงินเดือนก็จะพบว่า มีส่วนหนึ่งที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าเกณฑ์ระดับปริญญาตรี 8,000 บาท และมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอัตราเงินเดือนอยู่ในเกณฑ์สูง คือมากกว่า 10,000 บาท
จุดอ่อนสำคัญของบัณฑิตราชภัฏ ผศ.ดร.ฤๅเดชเล่าว่า
จากที่ผมได้ทำวิจัยมาต่อเนื่อง 5-6 ปีที่ผ่านมา พบว่า จุดอ่อนสำคัญของบัณฑิตราชภัฏ คือความลึกซึ้งในศาสตร์ที่ตนเองจบมา ไม่สามารถนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ได้ทั้ง 100% หลายสาขาถูกติงมาจากผู้ประกอบการว่านักศึกษาที่จบไปแล้วแทนที่จะทำงานได้ทันทียังต้องไปฝึกทักษะเพิ่มเติมอีกมาก
และจุดอ่อนที่สำคัญอีกเรื่องคือ ทักษะภาษาอังกฤษ ที่ยังไม่เชี่ยวชาญเพียงพอ เมื่อเทียบกับในปัจจุบันที่ภาษาอังกฤษมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัญหานี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเองก็ตระหนักดีและพยายามจัดให้มีการอบรมฝึกทักษะให้กับนักศึกษาก่อนที่จะจบออกไปเป็นบัณฑิต
จากข้อมูลยังพบด้วยว่า ผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ หรือประมาณ 42.1% ที่ทำงานตรงกับสาขาที่จบมา และอีก 43.8% ที่ทำงานไปไม่ตรงกับสายที่บัณฑิตจบออกมา
ผศ.ดร.ฤๅเดชพูดถึงปัญหานี้ว่า การที่บัณฑิตจบออกมาแล้วทำงานไม่ตรงกับสายหรือสาขาที่เรียนมามีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ส่วนสำคัญน่าจะเกิดจากตลาดแรงงานปิด เช่น บัณฑิตจากคณะครุศาสตร์ที่จบออกมาแต่อัตราข้าราชการไม่มี จึงต้องดิ้นรนหรือเลี่ยงไปทำงานอื่นแทน
บัณฑิตของมหาวิทยาลัยราชภัฏส่วนใหญ่ขอให้ได้งานทำไว้ก่อน ไม่ค่อยเลือกงาน จากการติดตามทำวิจัยพบว่า นักศึกษาหลายคนที่อาจเริ่มต้นทำงานที่ไม่มั่นคง แล้วสามารถพิสูจน์ตัวเองและพัฒนาขึ้นมาจนทำงานในระดับผู้บริหารได้ แต่ก็ต้องใช้ความอดทนสูงพอสมควร
ผศ.ดร.ฤๅเดช กล่าวทิ้งท้ายไว้ถึงเสียงสะท้อนของบัณฑิตที่จบออกไป ซึ่งพบว่า แม้จะมีส่วนน้อย แต่ยังมีผู้ประกอบการอยู่ส่วนหนึ่งที่ยังไม่ยอมรับบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ จากการเก็บข้อมูลพบเพียง 2-3% ถือว่าไม่มากแต่ก็ต้องกลับมาคิดทบทวนหาสาเหตุว่า ทำไมผู้ประกอบการเหล่านี้จึงยังไม่ยอมรับบัณฑิตราชภัฏ และจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
ทางด้านมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ก็มีการเก็บข้อมูลบัณฑิตเช่นกัน และจากข้อมูลล่าสุดพบว่า บัณฑิตที่จบการศึกษาระหว่างปีการศึกษา 2548-2549 จากทั้งหมด 1,438 คน เข้าสู่ตลาดงานถึง 86.2% หรือ 1,240 คน
ในจำนวนนี้เป็นบัณฑิตจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 94.4% คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 87.4% คณะวิทยาการจัดการ 87.2% และคณะครุศาสตร์ 81.2%
ผศ.ดร.ณรงค์ พุทธิชีวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาทั้งจากในจ.สุราษฎร์ธานี และในจังหวัดใกล้เคียง อาทิ จ.กระบี่ ชุมพร รวมถึงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจุดสำคัญของการผลิตบัณฑิต เนื่องจากตระหนักดีว่าตลาดแรงงานภาคใต้มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น จึงต้องเน้นย้ำไปที่การสร้างคนเพื่อไปสร้างงาน ไม่ใช่สร้างคนไปวิ่งหางานอย่างเดียว แต่เราต้องการให้บัณฑิตที่จบออกไปเป็นผู้ประกอบการได้ด้วย
บัณฑิตของมหาวิทยาลัยจะเข้าสู่ระบบการทำงานในท้องถิ่นเป็นหลัก เช่น นักศึกษาบางคนพ่อแม่หรือครอบครัวทำสวนยาง เมื่อจบไปแล้วก็ต้องสานงานต่อ ดังนั้น เราต้องสอนให้นักศึกษาคิดว่าจะบริหารงานอย่างไร ทำให้ขายยางได้ในราคาสูงขึ้น ให้รู้จักการเพิ่มมูลค่า เพราะในส่วนของพื้นที่ภาคใต้นั้น ยังสามารถสร้างงานขึ้นได้อีกมาก โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว
ผศ.ดร.ณรงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการประเมินความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่อบัณฑิตที่จบออกไป พบว่า ส่วนใหญ่พอใจกับลักษณะ 4 ประการของบัณฑิต หรือจตุลักษณ์ที่เป็นลักษณะที่ดีของบัณฑิต 4 ด้าน คือ
1.มีความรู้ความเชี่ยวชาญตามหลักสูตร 2.คิดเป็น แก้ปัญหาได้ คลี่คลายปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพ 3.สู้งาน และ 4.มีจริยธรรมในวิชาชีพ
ผศ.ดร.ณรงค์ ยังระบุด้วยว่า นักศึกษาที่จบไปส่วนใหญ่หรือมากกว่าครึ่งได้ทำงาน หรือประกอบธุรกิจตรงกับสายที่จบมา และเป็นที่ยอมรับในตลาดแรงงานท้องถิ่นในระดับหนึ่ง ในส่วนที่อาจไม่ทำในสายงานที่จบมาโดยตรง แต่ก็สามารถนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น บัณฑิตที่จบสาขานิเทศศาสตร์ บางคนอาจไปทำงานด้านท่องเที่ยว ซึ่งแม้จะไม่ตรงกับสายที่เรียนมาเสียทีเดียว แต่สามารถใช้ความรู้ด้านการประชาสัมพันธ์ทำการตลาดให้กับบริษัทได้ด้วย
ส่วนตัวแล้วผมคิดว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีเอง ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากสายการปกครอง แต่สำคัญคืออยู่ตรงไหนแล้วทำงานได้ ทำงานให้เกิดคุณค่ากับสายงาน กับท้องถิ่นของตนเอง สู้งาน มีจริยธรรมในวิชาชีพ ไม่คดโกง สุจริตต่อนายจ้างและลูกจ้าง ก็เชื่อว่าจะเป็นหนทางที่จะเดินไปสู่อนาคตที่สดใสได้ ผศ.ดร.ณรงค์กล่าว
ตลาดงานแม้มีอยู่จำกัด คงเป็นปัญหารองลงไป หากบัณฑิตสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองให้ตรงกับความต้องการได้
หน้า 23
| Hit : พบว่า สู้งาน จุดอ่อน ณรงค์ ของบัณฑิตราชภัฏ ฤๅเดช ดังนั้น สังคมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี |














