โดย อมรรัตน์ เทพกำปนาท สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สวช.
หลังจากการรอคอยมาอย่างยาวนาน และมีการต่อสู้ทางความคิดมาเป็นเวลานับสิบปี ขณะนี้ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ก็ได้ผ่านการลงพระปรมาภิไธย พร้อมกับประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้เร่งร่างกฎหมายลำดับรอง คือ กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศต่างๆ อยู่
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงอยากทราบถึงสาระสำคัญใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้าง จึงขอสรุปบางประเด็นให้ท่านผู้สนใจได้ทราบดังนี้
พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ได้รวบเอา 3 พ.ร.บ. และ 1 ประกาศ คือ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 พ.ร.บ.ภาพยนตร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2479 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 205 พ.ศ.2515 รวมถึง พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 มารวมเข้าด้วยกัน เป็น พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งตามคำจำกัดความใหม่ จะทำให้หนังที่ฉายในโรงหนังและหนังแผ่นประเภทวีซีดี ดีวีดี ถูกเรียกรวมว่า ภาพยนตร์ (เดิมหนัง/ละคร/เกม หรือคาราโอเกะที่บันทึกลงแผ่นวีซีดี ดีวีดี จะเรียกกันว่า เทปและวัสดุโทรทัศน์)
ส่วนพวกเกมหรือคาราโอเกะตาม พ.ร.บ.ใหม่ จะเรียกว่า วีดิทัศน์ อันเป็นศัพท์เฉพาะตามมาตรา 4 ที่ว่า วีดิทัศน์ หมายความว่า วัสดุที่มีการบันทึกภาพ หรือภาพและเสียง ซึ่งสามารถนำมาฉายให้เห็นเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องในลักษณะที่เป็นเกมการเล่น คาราโอเกะที่มีภาพประกอบ หรือลักษณะอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
ในส่วนของ ภาพยนตร์ ได้เปลี่ยนจากระบบ เซ็นเซอร์ มาเป็นการจัด เรตติ้ง โดยกำหนดภาพยนตร์ไว้ 7 ประเภท คือ ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบสามปีขึ้นไป ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไป ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีดู (ยกเว้นผู้บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส) ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร
สำหรับการจัดประเภทภาพยนตร์ตามข้างต้น เป็นเรื่องที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและตัวแทนผู้ประกอบการ เช่น นายจาฤก กัลย์จาฤก นายกสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ได้ร่วมกันกำหนดขึ้นเมื่อครั้งมีการพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่วนในรายละเอียดว่าแต่ละเรตจะต้องประกอบด้วยอะไรบ้างนั้น ยังอยู่ในระหว่างการร่างกฎกระทรวง โดยจะนำผลการสัมมนาที่ทางสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2550 มาใช้พิจารณาด้วย เช่น ภาพยนตร์ที่ไม่อนุญาตให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีชม จะต้องฉายเฉพาะในโรงที่กำหนดเท่านั้น ส่วนเนื้อหาในเรตนี้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีความรุนแรง การทารุณกรรม เรื่องสยองขวัญ มีบทดื่มสุรา การเสพยาเสพติด และการแสดงออกทางเพศที่ชัดเจน เป็นต้น อย่างไรก็ดี นอกจากจะดูแนวทางด้านผู้ประกอบการแล้ว ยังต้องรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายครอบครัวในฐานะผู้ปกครองด้วยว่าจะเห็นด้วยมากน้อยประการใด เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน
ส่วน วีดิทัศน์ ที่หมายถึงเกม และคาราโอเกะนั้น กฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้ใช้ระบบเซ็นเซอร์อยู่เช่นเดิม เนื่องจากการประกอบกิจการดังกล่าว ในทางปฏิบัติยากที่จะควบคุมให้มีการบริการตามประเภทหรือตามอายุผู้เข้าไปเล่น
ผลจากการเปลี่ยนระบบเซ็นเซอร์เป็นเรตติ้งนี้ ทำให้ โรงภาพยนตร์ ซึ่งปกติต้องขอใบอนุญาตให้ใช้อาคารประกอบกิจการโรงมหรสพจากกรมโยธาธิการฯแล้ว ยังต้องมาขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้นอีกฉบับจาก วธ.ด้วย ทั้งนี้ เพื่อควบคุมการฉายภาพยนตร์ของโรงภาพยนตร์ให้เป็นไปตามประเภทที่กำหนดไว้ข้างต้น หากไม่ปฏิบัติตามก็จะมีโทษพัก/เพิกถอนใบอนุญาต หรือปรับแล้วแต่กรณี
ร้านประกอบกิจการวีดิทัศน์ เช่น ร้านวิดีโอเกม ร้านเกมเพลย์สเตชั่น ร้านคาราโอเกะ หากตั้งอยู่ในสถานบริการ ไม่ต้องมาขอใบอนุญาตซ้ำซ้อน เนื่องจากร้านดังกล่าวต้องอนุญาตประกอบกิจการ และอยู่ในความควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการอยู่แล้ว
คณะกรรมการใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะมี 2 ชุดคือ ชุดใหญ่เรียกว่า คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ (ตามมาตรา 7) มีหน้าที่เสนอนโยบาย แผน กำหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่อคณะรัฐมนตรี คณะนี้จะมีทั้งหมด 27 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการ วธ.เป็นรองประธานคนที่หนึ่ง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นรองประธานคนที่สอง ซึ่งชุดนี้จะมีผู้แทนภาครัฐ 15 คน ภาคผู้ประกอบการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ วีดิทัศน์ โทรทัศน์ หรือคุ้มครองผู้บริโภค และผู้แทนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ อีก 11 คน มีปลัด วธ.เป็นกรรมการและเลขานุการ โดย สวช.จะทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ
ส่วนอีกชุดซึ่งจะตั้งได้หลายคณะ เรียกว่า คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (ตามมาตรา 16) จะทำหน้าที่ตรวจพิจารณากำหนดประเภท (Rating) ภาพยนตร์ และเซ็นเซอร์วีดิทัศน์ มีคณะละไม่เกิน 7 คน โดยแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ วีดิทัศน์ โทรทัศน์ ศิลปวัฒนธรรม หรือการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐไม่เกิน 4 คน และภาคเอกชนไม่เกิน 3 คน คณะนี้จะมี สวช.เป็นสำนักงานเลขานุการ หรือเทียบแบบเดิมคือกรรมการเซ็นเซอร์นั่นเอง
ใบอนุญาตทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงหนัง ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (ขายหนังแผ่น/แผ่นเกม) รวมถึงการประกอบกิจการร้านวีดิทัศน์ (ร้านเกม/ร้านคาราโอเกะ) จะมีอายุ 5 ปี (เดิมเรียกว่าการมาขอใบอนุญาตฉาย หรือขายเทปและวัสดุโทรทัศน์) ส่วนค่าธรรมเนียมขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการร่างกฎกระทรวงเช่นกัน
ทั้งหมดคือสาระสำคัญบางประเด็นที่เปลี่ยนแปลงไปจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิมที่เคยใช้อยู่ และในระหว่างรอให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ คือ ราววันที่ 2 มิถุนายนนี้ ได้มีบทเฉพาะกาลกำหนดว่าใบอนุญาตใดที่ได้ให้ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 หรือ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันที่ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ใช้บังคับ ก็ยังใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุหรือถูกเพิกถอน หมายความว่า ถ้าใบอนุญาตเดิมยังไม่หมดอายุ แม้จะเลยวันที่ 2 มิถุนายนไปแล้วก็ยังใช้ได้ จนกว่าใบอนุญาตนั้นๆ จะหมดอายุหรือถูกเพิกถอนเสียก่อน และหากยื่นขอใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ฉบับเดิมไว้ ก่อนวันที่ 2 มิถุนายน หรือในวันที่ 2 มิถุนายน เป็นต้นไป ให้ดำเนินการดังนี้ ถ้าเจ้าพนักงานผู้ตรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ยังมิได้มีคำสั่งอย่างใดเกี่ยวกับคำขอนั้นๆ ก็ให้ถือว่าเป็นคำขอที่ยื่นตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่และให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ใหม่
ถ้าเจ้าพนักงานผู้ตรวจหรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอดังกล่าวแล้ว การดำเนินการตามคำขอดังกล่าวให้อยู่ในบังคับของบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ฉบับเดิม คือ พ.ร.บ.ภาพยนตร์หรือเทปวัสดุโทรทัศน์ ต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด และเมื่อ พ.ร.บ.ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน เป็นต้นไป ผู้ประกอบการโรงหนัง และร้านวีดิทัศน์ (ร้านเกม/คาราโอเกะ) ที่ยังไม่มีใบอนุญาต ต้องมาขอใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.ใหม่ต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน คือ ภายใน 31 สิงหาคม 2551 โดยเฉพาะโรงหนังที่ยังไม่เคยมีใบอนุญาตชนิดนี้มาก่อน ทั้งนี้ ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 91 ยังได้เขียนไว้ว่า บรรดากฎกระทรวง ประกาศ หรือคำสั่งต่างๆ ที่ออกตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ หากยังไม่มีการประกาศใช้ ก็ให้ใช้กฎกระทรวง ประกาศ และคำสั่งตาม พ.ร.บ.ฉบับเดิมที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.ใหม่ไปก่อนได้ ซึ่งก็หมายความว่า ตราบใดยังไม่มีกฎกระทรวง หรือระเบียบอื่นใดที่ออกตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาบังคับใช้ ผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ประกอบการก็ยังคงต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ.2473 และ พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2550 ต่อไปก่อนนั่นเอง
ผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โปรดส่งไปที่สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ สวช. โทรสาร 0-2245-9647 หรืออี-เมล media-oncc@hotmail.com
หน้า 7














