สดจากราชภัฏ
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 8 แห่ง และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จัดประชุมระดับชาติ : การพัฒนาการสื่อสารวิทยา ศาสตร์สู่ชุมชนไทย ครั้งที่ 2 โดยเน้นการสื่อสารวิทยาศาสตร์กับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมให้เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏได้นำเสนอผลงานในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ และผลงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวข้องกับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นแต่ละภูมิภาค เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
นอกจากนั้น การจัดประชุมครั้งนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการ ครู อาจารย์ และนักศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้นำเสนอผลงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการจัดการบรรยายทางวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งเป็นกิจกรรมทางวิชาการที่ทำให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันในระดับท้องถิ่นและชุมชน
สำหรับการประชุมได้เชิญวิทยากรทั้งในและนอกประเทศร่วมบรรยายให้ความรู้ อาทิ ดร. พิศิษฐ์ วรอุไร นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ซึ่งได้นำเสนอในหัวข้อ การสื่อสารวิทยาศาสตร์กับวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม และผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญอีกหลายท่านร่วมบรรยาย
โดยมีผู้สนใจเข้าร่วม 100 กว่าคน ที่ห้องประชุม ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เมื่อเร็วๆ นี้
รศ.ดร.ชิรวัฒน์ นิจเนตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวให้ความเห็นว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ได้โดยง่าย สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบและหลายช่องทาง เช่น การสื่อสารประเด็นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผ่านการพูด การเสวนา สื่อสิ่งพิมพ์ รายการวิทยุ ข่าว และบทความหนังสือพิมพ์ หรือผ่านการจัดกิจกรรมทางการศึกษา รวมทั้งการนำเทคนิคการสื่อสารวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการเรียนการสอน การใช้แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ
นอกจากนี้ การสื่อสารวิทยาศาสตร์มีกระบวนการที่ช่วยทำให้เนื้อหาวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยวิชาการที่ยุ่งยากซับซ้อน ถูกถ่ายทอดเป็นสิ่งที่ง่ายต่อการเข้าใจและเรียนรู้ สามารถทำให้ผู้รับสารสนใจวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น หรือสร้างให้สังคมมีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุผล ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบต่อชุมชน
ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมการสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับท้องถิ่นและชุมชนได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับเด็ก เยาวชน และประชาชนโดยทั่วไป และช่วยให้ท้องถิ่นสามารถอยู่ในสังคมแห่งโลกาภิวัตน์ได้เป็นอย่างดี
ด้าน รศ.มัณฑนา นวลเจริญ ประธานโปรแกรมวิชาชีววิทยา คณะวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวให้ความเห็นว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของคนเรา ทั้งในด้านอาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องมือเครื่องใช้ โดยการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และในอนาคต ซึ่งการพัฒนาส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิถีชีวิตของคนเรามาอย่างต่อเนื่องด้วย
ดังตัวอย่างของวิวัฒนาการในการใช้พลังงาน และการพัฒนาเครื่องมือและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้การสื่อสารสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว อันเป็นที่มาของคำว่า โลกเสมือน (Virtual World) คำที่ทุกคนเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมากมาย ให้ผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ผลเชิงบวกที่เห็นชัดเจน เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีเตือนภัยธรรมชาติล่วงหน้า
ความเข้าใจเรื่องโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหาร และตัวอย่างผลกระทบเชิงลบ เช่น ความเจริญเติบโตจากการพัฒนาทำให้มีการใช้พลังงานอย่างมากมายในการขนส่งคมนาคม ในกระบวนการผลิตและในการดำเนินชีวิตประจำวัน
การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนหรือการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง จำเป็นต้องนำประเด็นของผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ จากการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาพิจารณา เพื่อสร้างสมดุลในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติบนความสามารถที่ธรรมชาติรองรับได้ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและพรรณไม้ท้องถิ่น การดูแลอนุบาลทรัพยากรที่เป็นสัตว์บกและสัตว์น้ำ การอนุรักษ์และรักษาดูแลสภาพแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตของท้องถิ่นและชุมชน การจัดการทรัพยากร การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวน การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การแก้วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของทุกคน และการสร้างความตระหนักให้คนในประเทศเกิดความร่วมมือกันทั้งในภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน นับเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ และการพัฒนาการสื่อสารวิทยาศาสตร์สู่ท้องถิ่นและชุมชนไทย เป็นกระบวนการหนึ่งที่ช่วยสร้างความตระหนักของท้องถิ่น และชุมชนต่อวิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการพิจารณาปัญหา หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และร่วมมือกันหาทางแก้ปัญหา
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการตัดสินใจเลือกวิธีการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง
หน้า 29














