เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เตรียมนำประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาจากการนำ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ไปใช้ ซึ่งมีปัญหา 11 มาตรการ เสนอต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของ ศธ.มีนายธงทอง จันทรางศุ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการขอแก้ไข พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนทั้ง 11 มาตรา อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การออกกฎหมายลูกตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวมีปัญหาในการไปบังคับใช้อีก คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) จึงมีมติให้ สช.ต้องเชิญผู้แทนโรงเรียนเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการพิจารณาออกกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับต่างๆ เพื่อความรอบคอบและไม่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งขณะนี้ยังเหลือกฎหมายลูกอีก 44 ฉบับ ที่ต้องดำเนินการ
นางจรวยพรกล่าวว่า นอกจากนี้ มาตรา 44, 45 และ 49 ใน พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนกำหนดให้ สช.มีกองทุนสำรองเพื่อส่งเสริมโรงเรียนเอกชนในระบบ ซึ่งเป็นกองทุนใหม่ และมาตรา 54 กำหนดให้มีกองทุนสงเคราะห์มีสถานะเป็นนิติบุคคล ดังนั้น สช.จึงต้องจัดโครงสร้างการบริหารภายใน และบุคลากรใหม่ เพื่อรองรับกองทุนดังกล่าว โดยในส่วนของกองทุนสงเคราะห์จะมีการโอนบุคลากรจากกองทุนและสวัสดิการ ซึ่งเป็นกองทุนเดิมของ สช.จำนวน 5 คน ไปทำงานให้กับกองทุนสงเคราะห์ โดยมีนายสำรวม พฤกษ์เสถียร เลขาธิการ สช.เป็นว่าที่ผู้อำนวยการกองทุน ส่วนข้าราชการที่โอนไปยังกองทุนสงเคราะห์จะมีสถานภาพอะไรนั้น ต้องพิจารณารายละเอียดต่อไป สำหรับข้าราชการที่เหลือในกองทุนและสวัสดิการอีก 29 คนนั้น จะโอนไปทำงานกับกองทุนสำรอง เพื่อส่งเสริมโรงเรียนเอกชนฯ ต่อไป
ในส่วนของอาชีวศึกษาเอกชนก็อาจมีปัญหา เนื่องจากต้องใช้ พ.ร.บ.2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ศ.2551 ดังนั้น จะเชิญผู้บริหารโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนมาจัดทำเวิร์กช็อปร่วมกันว่า จะมีการบริหารจัดการกันอย่างไร นางจรวยพรกล่าว
หน้า 22














