คะแนนข่าว ขนาดตัวอักษร ก ก ก ศ.ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.)ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการแยกการบริหารจัดการการมัธยมศึกษาและประถมศึกษา เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะทำงานเมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ประชุมห็นตรงกันว่า ต้องมีการทบทวนความเชื่อในการรวมมัธยมศึกษาและประถมศึกษามาเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาที่เคยคิดว่าจะทำให้การจัดการศึกษามีความต่อเนื่องตลอด 12 ปี และเป็นการศึกษาของคนไทยทุกคน ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับโดยเฉพาะพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขาฯของคณะทำงานที่มี นายนพพร สุวรรณรุจิ รองเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ไปศึกษาว่าต้องแก้กฎหมายอะไรบ้าง
ศ.ดร.สมหวัง กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังได้หยิบยกประเด็นที่เห็นว่าสามารถทำได้ในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้กฎหมาย เช่น การเตรียมความพร้อมให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งว่าขณะนี้มีโรงเรียนที่พร้อมเป็นนิติบุคคลกว่า 2,000 แห่งแล้ว แต่ผลการประเมินรอบแรกของ สมศ.พบว่าน่าจะมีความพร้อมถึง 8,000 แห่ง ที่ประชุมจึงมอบหมายให้ สพฐ.ไปตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนประเด็นการแยกประถมและมัธยมนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการบริหารงานโดย สพฐ. และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านประถมและมัธยม ดังนั้นการแยกตั้งสำนักการประถมศึกษาและสำนักการมัธยมศึกษาภายใต้ สพฐ. และ สพท.จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ โดยมอบให้ สพฐ.ไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไร
ส่วนการให้มีตัวแทนทั้งฝ่ายประถมและมัธยมในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ของเขตพื้นที่การศึกษาก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงควรจะต้องมีในบอร์ด ก.ค.ศ.และกพฐ. ด้วยย ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบหมายให้ปลัดศธ.ไปพิจารณา ส่วนการกระจายอำนาจไปให้สถานศึกษาตามมาตรา 39 ของพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ก็ได้ขอให้สพฐ.ไปพิจารณาอีกครั้งว่าสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วมีปัญหาติดขัดอย่างไรบ้าง และจะกลับมารายงานที่ประชุมวันที่ 8 สิงหาคมนี้ ศ.ดร.สมหวัง กล่าว














