ซึ่งมีหลักฐานปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด จากรายได้บนตารางหนังทำเงินบ็อกออฟฟิศของสหรัฐอเมริกา เมื่อทั้งสองเรื่องทำรายได้ในสัปดาห์เปิดตัวติดอยู่ในกลุ่มท็อปไฟว์ ขณะที่จำนวนโรงฉายหนึ่งในสามเป็นโรงหนังในระบบสามมิติ แต่ไม่สำคัญเท่ากับการที่รายได้มากกว่าครึ่งของหนังทั้งสองเรื่องมาจากโรงหนังสามมิติอีกเช่นกัน...ในเมื่อกระแสตอบรับต่อหนังสามมิติของคนอเมริกาค่อนข้างดี จึงไม่แปลกที่นับจากนี้ จะมีโปรเจกท์หนังที่ถ่ายทำด้วยระบบสามมิติตามมาอีกหลายเรื่อง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ก็มีสัญญาณดีบอกกล่าวล่วงหน้ามาบ้างแล้ว เมื่อหนังแอนิเมชั่นทำเงินหลายๆ เรื่อง ต่างเข้าฉายในระบบสามมิติ นอกเหนือจากฉายโรงแบบสองมิติทั่วไป อาทิ The Polar Express , Monster House และ Meet the Robinson ไม่นับรวมการนำหนังเก่ามาบูรณะใหม่ (Restored) ให้เป็นระบบสามมิติเหมือนอย่างที่ Apollo 13, The Nightmare Before Christmas และ Toy Story ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว
จะว่าไปแล้ว การมาถึงของหนัง สามมิติ อาจเรียกได้ว่าเป็นการแสวงหาช่องทางใหม่ๆ ของฮอลลีวู้ดก็ได้ หรือหากมองในแง่ลบสักหน่อย นี่อาจเป็นการดิ้นรนเพื่อหนีตายของฮอลลีวู้ด เพราะเมื่อ 4-5 ปีมานี้ ฮอลลีวู้ดเริ่มกลับไปหากินกับของเก่า ไม่ว่าจะเป็นการรีเมกหนังที่เคยได้รับความนิยมเมื่อหลายปีก่อน หรือการหากินกับของตาย ด้วยการทำหนังภาคต่อ เพื่อเดินตามรอยความสำเร็จจากภาคที่แล้ว หรือการซื้อลิขสิทธิ์หนังเอเชียดังๆ มาสร้างใหม่ในเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดก็ตาม ซึ่งหลังๆ สูตรสำเร็จเหล่านี้มักจะไม่ได้ผล หลายครั้งถึงขั้นล้มเหลว มาถึงตรงนี้ หนังสามมิติ จึงถือได้ว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนดูหนัง แม้จะต้องเสี่ยงกับการลงทุนสูงอยู่บ้างก็ตาม หรือมองอีกแง่หนึ่ง นี่คือการพยายามแก้ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ ที่การดาวน์โหลดหรือแผ่นผี ยังไม่สามารถก้าวตามเทคโนโลยีตรงนี้ได้ทัน(แผ่นผีไม่สามารถดูในระบบสามมิติได้แน่ๆ แม้อดีตที่ผ่านมา จะเคยมีการนำหนังสามมิติเรื่อง Spy Kids 3-D และ The Adventures of Sharkboy and Lavagirl ลงแผ่นออกจำหน่ายพร้อมแว่นสามมิติ แต่ทว่าหนังก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร) และหากมองในแง่ดียิ่งขึ้นไปอีก ฮอลลีวู้ดอาจจะกำลังต้องการช่วงชิงพื้นที่การดูหนังในโรงของคนดูเพิ่มขึ้น หลังเพลี่ยงพล้ำให้กับทีวีซีส์ย์มานานหลายปี
การประกาศตัวว่าเป็นหนังไลฟ์แอ็กชั่นที่ถ่ายทำในระบบสามมิติตลอดทั้งเรื่องครั้งแรกในโลกของ Journey to the Center of the Earth ที่เอาเข้าจริงอาจไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่มากไปกว่าแค่การหาจุดขาย หรือวางตำแหน่งแห่งหนให้กับตัวเองในตลาดหนัง ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าหนังสามมิติมีตลาดรองรับแน่นอน แม้จำนวนโรงฉายในระบบสามมิติ จะน้อยกว่าหลายเท่าตัวหากเทียบกับโรงหนังในระบบสองมิติทั่วไป แต่ข้อด้อยนี้ทดแทนกันได้จากราคาค่าตั๋วของโรงหนังสามมิติที่สูงกว่าเท่าตัวเช่นกัน ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ระบบการถ่ายทำมีความคล่องตัวมากขึ้น รวมทั้งระบบการฉายที่ให้มิติใหม่ๆ ทั้งภาพและเสียง ไปจนถึงการขยายตัวของโรงหนังสามมิติที่มีจำนวนมากขึ้นทุกขณะ เพราะนอกจากเทคโนโลยีภาพสามมิติอันน่าตื่นตาแล้ว เนื้อหาของ Journey to the Center of the Earth ก็หาได้แตกต่างไปจากหนังผจญภัยทั่วไป ทั้งๆ ที่หลายๆ ฉากในหนัง เอื้อต่อการเล่นกับเทคนิคสามมิติได้พอสมควร และถ้าเทียบกับ Beowulf แล้ว เรื่องหลังกลับให้ภาพน่าตื่นตาจากเทคนิคสามมิติมากกว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ ความได้เปรียบของการเป็นหนังแอนิเมชั่น ที่สามารถลดข้อจำกัดของการถ่ายทำด้วยการสร้างภาพจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิกได้ แต่อารมณ์ความสมจริงก็ถูกบั่นทอนให้ลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม Journey to the Center of the Earth ได้พยายามเชื่อมโยงระหว่างจินตนาการและโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกัน โดยใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เข้ามารองรับ ตั้งแต่เรื่องของธรณีวิทยา ,สภาพดินฟ้าอากาศ, ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ ไปจนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่มีแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายเรื่องดังของ จูลส์ เวิร์น กับการบุกผจญภัยไปยังโลกใต้พื้นพิภพ และการค้นพบโลกใหม่อันน่าตื่นตะลึง ด้วยเทคนิคการสร้างภาพซีจีที่มาช่วยเสริมงานทางด้านเทคนิคสามมิติให้หนังดูสมบูรณ์และลงตัวมากขึ้น
ไม่มีใครตอบได้ว่าในอนาคตข้างหน้า หนังสามมิติ จะเข้ามาแทนที่ หรือช่วงชิงกลุ่มผู้ชมไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่อารมณ์ความตื่นเต้นกับการได้เห็นเทคโนโลยีบนนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกภาพยนตร์ก็ได้ช่วยจุดกระแสความน่าสนใจให้เกิดกับผู้ชมในระดับหนึ่ง ทั้งที่จริงแล้ว ภาพสามมิติในหนังก็คือการเล่นกับระยะความชัดลึกที่สมจริงและเกินจริง จนรู้สึกถึงวัตถุที่พุ่งตรงเข้ามายังผู้ชม ซึ่งความรู้สึกก็อาจไม่ต่างจากครั้งแรกที่เห็นไดโนเสาร์ลุกขึ้นมีชีวิตปรากฏบนจอใน Jurassic Park เมื่อหลายปีก่อน และถ้าย้อนถอยกลับไปก่อนหน้าอีกกว่ายี่สิบปี แสงเลเซอร์จากปลายปืนและคมดาบท่ามกลางสงครามอวกาศที่ปรากฏใน Star Wars ก็ทำให้เราต้องทึ่งในจินตนาการของคนทำหนังฮอลลีวู้ดมาแล้ว...เวลาเท่านั้นที่จะบอกเราว่า หนังสามมิติ จะยังอยู่ในความสนใจต่อไปได้อีกนานแค่ไหน รวมทั้งความแปลกใหม่ของเนื้อหาก็เป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้หนังสามมิติ เข้าขั้นตำนาน หรือแค่ประสบการณ์ที่ผ่านแล้วผ่านเลย
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
khunpeejo@hotmail.com < mailto:khunpeejo@hotmail.com >














