
เสียงสะท้อน ผู้หญิงอิสระ ถึงความหมายของคำว่า สิทธิมนุษยชน
เพื่อเทิดพระเกียรติ ในโอกาสที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เจริญพระชนมพรรษา 50 พรรษา ในปี 2550 ประกอบกับ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ดำเนินงานมานานถึง 25 ปี ในการช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ประสบปัญหาวิกฤติต่างๆ ของชีวิต จึงจัดงาน 25 ปี สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
ขึ้น โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทรงเป็นประธาน
เมื่อทอดพระเนตรประวัติความเป็นมาของสมาคม ผ่านการเล่าเรื่องของคณะกรรมการสมาคม ในหัวข้อ เล่าสู่กันฟัง : จากวันนั้น...ถึงวันนี้ 25 ปี สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เสร็จแล้ว ตัวแทนสมาคม ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือ เลอสรวงสุดา เลิศด้วยการุณ ซึ่งเป็นหนังสือเทิดพระเกียรติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงงานช่วยเหลือบ้านพักฉุกเฉินและอีกหลายๆ มูลนิธิในพระอุปถัมภ์
ก่อนเสด็จกลับทรงสดับการเสวนา ผู้หญิง...มุมมองต่างวัย พร้อมประทานรางวัล ผู้หญิงอิสระ แก่ผู้หญิงเก่งทั้ง 10 คน ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ นัยนา สุภาพึ่ง ประทุมพร ทองภูเบศร์ ระริน อุทกะพันธุ์ วนิษา เรซ วริศรา ลี้ธีระกุล พญ.ศิริพร กัญชนะ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ อลิสา พันธุศักดิ์ และ อังคณา นีละไพจิตร ซึ่งเป็นสตรีที่ดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีคุณธรรม มีความฝัน และเดินตามฝันของตนเองได้อย่างเหมาะสม สามารถดำรงความเป็นตัวตนอยู่ได้อย่างมีดุลยภาพ พอเพียงทั้งในชีวิตการทำงาน ชีวิตครอบครัว ชีวิตส่วนตัว และทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติ
เมทินี พงษ์เวช ผอ.สมาคม หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกรางวัล ผู้หญิงอิสระ กล่าวว่า รางวัลผู้หญิงอิสระจะเน้นพิจารณาผู้หญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงอายุ คือ 20-35 ปี 35-40 ปี และ 40 ปีขึ้นไป ดังนั้น สตรีที่เข้ารับรางวัลในครั้งนี้ จึงมีเกือบทุกวัย แต่ละคนจะมีความโดดเด่นในผลงานแทบทั้งสิ้น
เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ 25 ของสมาคม เราจึงคิดที่จะมอบรางวัลผู้หญิงอิสระให้ผู้หญิงที่ทำงานเพื่อส่วนรวม เมื่อเราตั้งโจทย์มาแบบนี้ คณะกรรมการจึงช่วยกันคิดและคัดสรรผู้หญิงที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งเราใช้เวลาในการคัดเลือกค่อนข้างนาน เนื่องจากคณะกรรมการแต่ละคนก็เสนอชื่อกันเยอะมาก ถ้ามองๆ แล้วรางวัลนี้เลยวนเวียนอยู่ในแวดวงของนักธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ เพราะผลงานของเขาจะโดดเด่นและเห็นได้อย่างชัดเจน เมทินีกล่าวถึงกฎกติกาการคัดเลือกผู้เข้ารับรางวัล
ด้าน จ๋า อลิสา พันธุศักดิ์ กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด นอกจากนี้เธอยังเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เมื่อปี 2550 การเข้าสู่เวทีสภาร่างรัฐธรรมนูญนี้เอง ที่ทำให้เธอสร้างความเข้าใจและโน้มน้าวให้สภา ได้ตระหนักถึงความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเชื่อมโยงกับสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
สำหรับรางวัลนี้ จ๋า บอกว่า เป็นเสมือนกำลังใจให้ผู้หญิงทำงาน ให้ยืนหยัดเพื่อส่วนรวม และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ส่วนตัวคลุกคลีกับสาวประเภทสอง แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของสาวประเภทสองเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมากกว่า
ถึงแม้ว่าเราจะเรียกร้องเรื่องของสิทธิมนุษยชนมานานแล้ว แต่ถามว่าตอนนี้พอใจหรือยัง ส่วนตัวจ๋ายังไม่พอใจเท่าไร ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องสู้และอยากจะให้เกิดเป็นรูปธรรมในสังคม วันนี้ผู้หญิงมีความสามารถมากขึ้น อยากให้ทุกคนช่วยกันรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง ส่วนสาวประเภทสองต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พวกเขามีความคิดที่หลากหลาย ซึ่งยังมองไม่เห็นจุดยืนที่ชัดเจน แล้วบ้านเรายังไม่เปิดใจกว้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย ที่จ๋าอยากจะเน้นคืออยากจะให้ผู้หญิงได้มีส่วนร่วมทางการเมือง หากผู้หญิงมีส่วนมากขึ้นจ๋าเชื่อมั่นว่า จะทำให้สตรีมีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายซึ่งอาจจะแสดงออกมาได้อย่างชัดเจนมากขึ้นด้วย จ๋า กล่าว
ส่วน อังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายป้องกันการไม่ได้รับความยุติธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องปกป้องคุ้มครองสิทธิสตรีมุสลิม เธอเริ่มปรากฏตัวต่อสาธารณชน จากกรณีการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของสามี สมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2547 ขณะที่เขาอยู่ในระหว่างการว่าความคดีสำคัญ เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เธอผันตัวเองมาเป็นสตรีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มตัว
อังคณา เผยว่า คนไทยมักไม่ค่อยมองในเรื่องของศักดิ์ศรีมนุษย์ ไม่ค่อยให้ความสำคัญแม้จะมีความรู้เรื่องการปกป้องสิทธิส่วนบุคคล มักจะคิดว่าเป็นเรื่องบุญกรรม แต่หากมองให้ถ่องแท้จะพบว่า สิทธิมนุษยชนของทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีฐานะยากดีมีจนเพียงใดก็ตาม
เรื่องของสิทธิมนุษยชนคนไทยไม่ค่อยตื่นตัวเท่ากับต่างประเทศ แต่อนาคตคงจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะประเทศไทยก็เป็นภาคีในอนุสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนหลายฉบับ เราหวังว่าคนไทยทุกคนจะไม่ถูกย่ำยีอย่างไม่เป็นธรรม สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษชนในไทยตอนนี้ ยังไม่เป็นที่พอใจสักเท่าไร ยังมีการต่อต้านการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนความคิดของคนที่มีอำนาจในมือด้วย แต่ทั้งนี้ก็อยากจะให้ทุกคนเคารพในเรื่องของสิทธิมนุษยชนของกันและกัน ซึ่งเราก็หวังว่าคนรุ่นใหม่จะรับรู้ถึงสิทธิมนุษยชนตรงนี้มากขึ้นด้วย อังคณา กล่าวทิ้งท้ายอย่างวิงวอน














