คอลัมน์ เลาะรั้ว
นายช่าง
ตอนนี้ถือเป็นตอนที่ 3 ต่อเนื่องจากสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่กล่าวถึงการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่ และทำเกินกว่าอำนาจหน้าที่ จนทำให้เกิดปัญหายุ่งยาก
เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช กล่าวถึงเรื่องนี้ในรายการสนทนาประสาสมัคร ซึ่งนายศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่า การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีความจำเป็นต่อการพัฒนาสมัยใหม่ เพราะจะช่วยให้โครงการต่างๆ ดำเนินไปด้วยความสมบูรณ์ ไม่ส่งผลกระทบ หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดความเสี่ยงที่เกิดต่อชุมชน
ทั้งว่า ที่ผ่านมาการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่มีปัญหา ผู้ลงทุนมีความพอใจ มีปัญหาโครงการเดียวคือ โครงการสร้างโรงถลุงเหล็ก ของเครือสหวิทยา บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
คำโต้แย้งของปลัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ดูมีเหตุมีผลน่าเชื่อถือ แต่ข้อเท็จจริงตัวอย่างที่คอลัมน์นี้เคยเสนอมาใน 2 สัปดาห์ คงยืนยันความเป็นจริงได้ว่า ผู้ลงทุนมีความพอใจหรือไม่
เพราะข้อเท็จจริงของการพิจารณารายงานผลกระทบของคณะทำงาน ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระเบียบปฏิบัติในการจัดทำรายงานผลกระทบที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ประกาศ กลับพิจารณานอกเหนือไปจากหลักเกณฑ์ที่ประกาศไว้ทั้งสิ้น
และข้อสำคัญก็คือตัวประกาศประเภทโครงการหรือกิจการที่จะต้องทำรายงานผลกระทบก็มากเรื่องจนเกินความจำเป็น ตัวอย่างเช่น
- โรงแรมหรือสถานที่พักตากอากาศ หรือ
- อาคารพักอาศัยรวมที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องพัก
- โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีเตียงผู้ป่วยไว้ค้างคืนตั้งแต่ 60 เตียงขึ้นไป (บางแห่งบางที่กำหนดจำนวนเตียงไว้ 29 เตียงเท่านั้น)
คำถามก็คือ อาคารประเภทดังกล่าว จำนวนดังกล่าว กระทบอะไรต่อสิ่งแวดล้อมมากนักหรือ จึงต้องทำรายงานผลกระทบฯ
อาคารพักอาศัยรวม 80 ห้องพัก ห้องละ 32 ตารางเมตร เท่ากับ 2,560 ตารางเมตรเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นอาคารยักษ์ใหญ่อะไร ผู้คนส่วนใหญ่ก็อยู่ไม่เกิน 300 คน ใช้น้ำวันละไม่เกิน 45 คิว จะเป็นปัญหากระทบอะไรนักหรือ
จะมีใครเป็นอะไรหรือถ้าใช้น้ำวันละ 45 คิว ถึงได้กลัวผลกระทบกันนัก จนเป็นเหตุให้เสียเวลาในการพิจารณา
อย่างน้อยเวลาที่กำหนดไว้ในตัวบทกฎหมาย 90 วัน หรือ 3 เดือน แต่ข้อเท็จจริงก็คือบางรายใช้เวลาเป็นปี แล้วอย่างนี้จะไม่เป็นอุปสรรคได้อย่างไร ไม่คำนึงว่าคนจำเป็นต้องอยู่ต้องอาศัย
ขณะเดียวกัน ก็มีประกาศเรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทั้งจากอาคารบางประเภทไว้ ว่าแต่ละประเภทอาคารกำหนดค่าของเสีย ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ค่าปริมาณออกซิเจนในน้ำเอาไว้ เพื่อควบคุมการใช้อาคารเหล่านั้นแล้ว และรวมทั้งผู้ประกอบการทุกท่านที่ประสงค์จะขออนุญาตก่อสร้างอาคารก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงยิ่งเห็นว่าการจัดทำรายงานผลกระทบของการขออนุญาตอาคารบางชนิด บางประเภท เป็นการเพิ่มภาระเกินความจำเป็นแก่ประชาชน และยิ่งวิธีการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการของสิ่งแวดล้อมดังกล่าวที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ โดยเฉพาะใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาพิจารณาด้วยแล้ว
ดังนั้น ขอสนับสนุนว่า ต้องพิจารณาสังคายนาทั้งหลักเกณฑ์การพิจารณา ทั้งกำหนดประเภทอาคารที่จะต้องพิจารณาเรื่องรายงานผลกระทบเสียใหม่ ให้เกิดประโยชน์ตามที่ท่านปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแถลง มิฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติดำเนินการอยู่ ย่อมเป็นอุปสรรคและสร้างความไม่เชื่อใจต่อวิธีการดังกล่าวว่า การทำรายงานผลกระทบเพื่อเกิดความถูกต้องชัดเจน
เพราะแท้จริงแล้วเป็นการใช้อำนาจ แสดงตนเป็นผู้มีอำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ทำตนเป็นผู้มีความปรารถนาดี ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น
หน้า 9














