นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย เปิดเผยถึงกรณที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ออกมาบอกให้ชาวนาชะลอขายข้าวเพื่อรอราคาที่จะแพงขึ้นถึง 30,000 บาท/ตัน ว่า การที่รมว.พาณิชย์ ขอให้ชาวนาชะลอการขายข้าว เนื่องจากมีแนวโน้มว่าราคาข้าวจะสูงขึ้น 2-3 เท่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าหรือราว 30,000 บาท/ตัน และจะเจรจากับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ชาวนานั้นเป็นมาตรการที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากขณะนี้ชาวนาส่วนใหญ่เป็นหนี้กับ ธ.ก.ส.อยู่แล้วหากจะกู้ใหม่ ต้องชำระหนี้เก่าก่อนตามระเบียบของธนาคาร
ส่วนการชะลอขายข้าวจะส่งผลให้ชาวนาเดือดร้อน เพราะไม่มีที่เก็บข้าวทำให้ต้องส่งขายให้โรงสีทันที อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้ ควรใช้มาตรการอื่นเข้ามาดูแล อาทิ ตรึงราคาข้าวให้อยู่ในระดับนี้ต่อไป เพราะเป็นราคาที่ชาวนาสามารถอยู่ได้ และให้ดูแลต้นทุนปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชไม่ให้เพิ่มสูงขึ้น และให้ประกันราคาข้าวที่ 15,000 บาท/ตัน
รายงานข่าวจาก ฝ่ายการตลาดตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย แจ้งว่า ราคาซื้อขายสัญญาล่วงหน้าข้าวขาว 5% ปรับตัวขึ้นสูงแตะเพดานอย่างต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามสภาวะการขาดแคลนข้าวในตลาดโลก และนักลงทุนยังเชื่อว่าราคาข้าวขาวมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น ส่งผลให้ราคาซื้อขายสัญญาล่วงหน้าส่งมอบเดือนเม.ย. ณ วันที่ 28 มี.ค. ปิดที่ 23.94 บาท/ก.ก. มีปริมาณการซื้อขาย 116 สัญญา เพิ่มขึ้น 99 สัญญา สำหรับปริมาณการซื้อขายรวมทุกสัญญาอยู่ที่ 530 สัญญา เพิ่มขึ้นจากวันที่ 27 มี.ค. ถึง 501 สัญญา
ทั้งนี้ ในวันที่ 17 เม.ย. จะเป็นวันซื้อขายสุดท้ายสำหรับสัญญาล่วงหน้า ซึ่งราคายุติสุดท้ายจะนำราคาตามประกาศของกรมการค้าภายใน ช่วง 3 วันทำการสุดท้าย มาคำนวณหาค่าเฉลี่ยบวกกับค่าปรับปรุงคุณภาพอีก 0.30 บาท/ก.ก. เพื่อปิดสถานะของนักลงทุนในตลาด ซึ่งปัจจุบันราคาประกาศกรมการค้าภายในเฉลี่ยอยู่ที่ 20.30-20.35 บาท/ก.ก. อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดควรวิเคราะห์ข้อมูลและพิจารณาปัจจัยที่มีผลต่อราคาทั้งด้านบวกและลบก่อนตัดสินใจลงทุนในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า และสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.afet.or.th
ราคาซื้อขายสัญญาล่วงหน้าข้าวขาว 5% ในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้านั้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี และการเปลี่ยนแปลงในแต่ละวันค่อนข้างผันผวนสะท้อนถึงภาวะค้าข้าวในตลาดจริง เป็นผลมาจากอุปสงค์และอุปทานของข้าวในตลาดภายในและต่างประเทศ ที่ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และอินเดีย มีข้อจำกัดในการส่งออก ขณะเดียวกัน ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เช่น ฟิลิปปินส์ ได้แสดงให้เห็นถึงภาวะขาดแคลนข้าวภายในประเทศ และต้องการนำข้าวเข้ามาแก้ไขปัญหาความขาดแคลนภายในประเทศ ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้น และมีอิทธิพลต่อระดับราคาข้าวภายในประเทศ
สำหรับการส่งออกข้าวตั้งแต่ 1 ม.ค.-21 มี.ค. มีปริมาณ 2,818,054 ตัน มูลค่า 1,221 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 40,222 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีปริมาณ 1,641,328 ตัน มูลค่า 623 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 21,817 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 71.69%, 95.94% และ 84.36% ของปริมาณและมูลค่าตามลำดับ สำหรับราคาส่งออกข้าวโดยเฉลี่ยได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นตันละ 433 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ตันละ 380 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 14.12 % คาดว่าในปี51 จะส่งออกข้าวได้ตามเป้าหมาย 8.75 ล้านตันอย่างแน่นอน
หน้า 8














