เขียนเรื่องฮ่องกงมา3 ตอน(ตอนจบ) อย่าเพิ่งแบะปาก เพราะแค่ 3 วันฉันว่า ฉันได้เห็นอะไรมากกว่าใครที่มาแค่ช็อปปิ้ง พลพรรคทัวร์เถื่อน 8 คนที่มีนุช เกด (ผู้ช่วย) โก้กะแฟน
ฉันกับพี่สาว และหลานชายอีก 2 คนเดินกันขาขวิดจนต้องแวะซื้อ กอเอี๊ยะ แผ่นพลาสเตอร์ยาปิดแก้ปวดตราเสือที่คนจีนชอบใช้กันเอามาแปะหลังกับฝ่าเท้า เย็นดีเวลาเดิน ช่วยให้เดินสบายขึ้นกว่าเก่าแยะเลย
พี่...วันนี้เราจะไปย่านคนรวยกัน นุชบอก
ถ้าที่เมืองไทยคงเป็นแถวสุขุมวิทแต่ที่นี่ในเขตเซ็นทรัล ย่านธุรกิจ สำนักงาน ธนาคาร ศูนย์กลางของทุกอย่าง รวมทั้งการคมนาคม พวกเราได้ขึ้นทางเลื่อนที่ยาวที่สุดในโลก (Central to Mid-Level Escalator) เป็นทางเลื่อนที่สร้างเฉพาะขาขึ้นเป็นช่วงๆต่อกัน ถ้าจะลงตรงไหนก็เดินลงบันไดเอาเอง พวกเราเลยลงย่านคนรวยที่เรียกกว่า โซโห เป็นทางชันๆลาดๆ เพราะสร้างบนเขา พวกเราเดินไต่ขึ้นไต่ลงเหมือนลิง มีร้านขายของโบราณพวกแอนทีค ทั้งของแท้และเลียนแบบ ร้านอาหารเก๋ๆ สวยๆ ที่คาดไม่ถึง มีอยู่ร้านหนึ่ง วางรูปปั้นตุ๊กตาหินจีนตัวเล็กๆ (เหมือนสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้) อยู่หน้าร้าน ทางลงเป็นบันไดเหมือนจะลงใต้ดิน เก้ๆ กังๆ สงสัยกันว่าข้างล่างมีอะไร เลยเดินมั่วลงไป ปรากฏว่าเป็นร้านอาหารหรูที่ต้องจองเป็นแบบเซตเมนูหัวละเกือบ 2,000 บาท นี่แค่อาหารกลางวันนะ บรรยากาศออกมืดๆ ติดไฟสลัวๆ แดงๆ ตกแต่งแบบจีนเก่าผสมใหม่ ดีนะที่มีพนักงานต้อนรับยืนอยู่ที่โต๊ะจอง ม่ายงั้นฉันคงคิดว่า ซ่อง!!
เดินขึ้นลงจนเจอซอยเล็กๆที่หน้าปากซอยมีแผงผลไม้นอกขาย ใช่เลย! ตลาด!!! โอ้...สวรรค์! ฉันชอบเดินตลาดสดที่สุดไม่งั้นคงมาไม่ถึงจริงๆ ก็เป็นทางชันๆ มีแยกหลายแยก มีของขายเป็นแผงผักสด ของทะเล แผงหมู เหมือนตลาดเหล่งบ๊วยเอี๊ยะ ที่เยาวราชเป๊ะ แต่ที่นี่เจ๋งกว่า เพราะมีของหลากหลายมากกว่าและที่สำคัญถูกกว่า เพราะเป็นออริจินอล เดินผ่านแผงผลไม้ด้านหน้า เท้าฉันก็ถลาเข้าไปเหมือนเปิดประตูสวรรค์ เจอร้านขายเป็ดย่าง ห่านย่าง หมูแดง หมูกรอบอีกแล้ว มันต้องถูกกว่าที่เคยกินมาสิ เพราะมันอยู่ในตลาด ฉันยังคงใช้สูตรเดิมคือ ชี้กับชี้ โต๊ะที่พวกเรานั่งอยู่ติดกับซากหมูผ่าครึ่งตัวแขวนห้อยหัวลง ทั้งตัวพ่อแม่ และ ตัวลูก ดูแล้วเหมือนหนังสยองขวัญพวก ซาลาเปาไส้คน สั่งทุกอย่างที่ขวางหน้าตามเคยแล้วสั่งแพ็กกลับ
ผักผลไม้นอกที่ฉันเห็นในวิลล่ามาร์เก็ตหรือในพารากอน ฉันเห็นวางอยู่ในกระบะ ราคาถูกกว่าแยะเลย สตรอเบอร์รี่กล่องใหญ่ในห้างบ้านเราขาย 640 ที่นี่ราคาแค่ 320 จะเหลือเหรอเอาไปหลายๆกล่องเลย! อีตอนอยู่กรุงเทพฯ ได้แต่มองแล้วพูดว่า น่ากินจังแต่...แพง แล้วเดินผ่านมาถึงที่ก็เลยกินซ้า...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถูกกว่า ก็นำเข้าจากอเมริกา ยี่ห้อเดียวกันเป๊ะ ฉันอยากใช้เวลาทั้งวันอยู่ในตลาด แต่มีเวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็ต้องรีบซื้อรีบชมซะให้สมใจ มีร้านซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ในตลาดนี้ด้วย มีของทั้งจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น โอ๊ย! ทั่วโลกเอฟรี่ติงริงมายเบล ปลาไหลญี่ปุ่นแพ็กละ 100 (ที่บ้านเรา 200 กว่าบาท) หอยเชลล์ยักษ์แช่แข็ง ก้ามปูอลาสกา อยากอยู่ที่นี่สักเดือน จะเดินตลาดทุกวันเลย มีความสุขจริงๆ ซื้อของเยอะแยะจนต้องแวะกลับโรงแรมเอาของไปเก็บ เพราะแบกกันจนหลังแอ่น
นอกจากตลาดนี้แล้วนุชกับเกด พาพวกเราไป ซิตี้ ซูเปอร์ ซึ่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่แบบในพารากอน ขายของดีๆ เกรดเอ ประเภทเห็ดหอมอย่างดี ทั้งดอกจิ๋วๆ ดอกใหญ่หนาๆ สีเทา-ขาว จากญี่ปุ่น กังป๋วย (หอยเชลล์ตากแห้ง) ของหลายๆ อย่างที่ในห้างบ้านเราไม่มี เพราะนิสัยและรสนิยมในการบริโภคต่างกัน คนจีนเขาขาดของพวกนี้ไม่ได้ ต้องมีติดบ้าน โอ๊ย...ละลานตา อยากเอากลับบ้านทุกอย่าง (อย่าเพิ่งค้อน ก็คนมันตะกละน่ะ ช่วยไม่ได้จริงๆ)
ไอ้เรื่องช็อปปิ้งฉันไม่ค่อยจะใส่ใจนักเพราะที่บ้านเราก็มี เวลาที่ไป ก็ไม่ใช่ช่วงหน้าฝนของฮ่องกงที่เขาลดกันทั้งเกาะ ก็เลยไม่ค่อยได้ซื้ออะไร เอาเวลาหาของกินมันร่ำไป แต่ก็ได้บทเรียนตรงที่อย่าเพิ่งเชื่อตามหนังสือมากนักจนกว่าจะได้ชิม (หนังสือแนะนำแหล่งกินที่แนะนำโดยนักชิมชาวจีน) ฉันกับพวกทั้งขึ้นรถใต้ดินต่อรถเมล์ เดินหาจนขาขวิดกว่าจะเจอไอ้ร้านที่อ่านเจอในหนังสือ พอมาชิมเข้าจริงๆก็ธรรมดาจนถึงไม่ถูกปากในบางร้าน ก็เพราะลิ้นคนจีนกับคนไทยมันต่างกัน ขนมทาร์ตไข่ที่ใครว่าอร่อยที่สุดในย่านโซโห ฉันว่า ร้านขนม ขนมไข่ต๊อบของพี่ต๊อบปฏิญญา ยังอร่อยกว่าอีก แต่คนแถวนั้นเขาคงชอบรสชาติแบบนี้ ก็ว่ากันไป ??
มาฮ่องกงครั้งนี้ฉันสังเกตเห็นแรงงานที่เขาจ้าง เสิร์ฟ ทำความสะอาด ขุดถนน เป็นคนแก่ที่ยังดูกระฉับกระเฉง และกระตือรือร้น ในร้านแมคโดนัลด์ คนขายยังแก่เป็นอาอึ๋มเลย นี่ถ้าอยู่เมืองไทย อาอึ๋ม อาแปะ พวกนี้คงตกงานนั่งเฝ้าบ้านเลี้ยงหลานไปแล้ว และไม่ว่าจะไปไหน คนแก่ก็เดินกันขวักไขว่ เพราะการคมนาคมของที่นี่ดีมากๆ (ฉันว่านะ) จะไปไหนมาไหนก็ง่ายดาย เชื่อมต่อกันไปทุกจุด ใช้บัตรใบเดียวจะขึ้นรถใต้ดิน บนดินก็ได้ทั้งนั้น เฮ้อ... เมื่อไรบ้านเราจะเป็นอย่างนี้บ้างก็ไม่รู้ เพิ่งรู้ว่าที่ฮ่องกงก็มีรถร่วมอยู่เหมือนกัน พวกเราขี้เกียจนั่งรถใต้ดินก็เลยขึ้นรถเมล์เล็กที่นั่งกันได้ 15 คน ขึ้นไป 8 คน กับคนที่นั่งอยู่ก่อนเล้วอีกหนึ่ง ขาดอีก 6 คนก็ต้องรอจนกว่าจะครบจำนวนที่อาแปะคนขับรถกำหนดไว้ อาแปะคนขับตัวผอมๆ แก่ใกล้ๆ 70 ในรถเขียนว่า ห้ามสูบบุหรี่ แต่ช่วงรอ ฉันเห็นแกเผาปอดแกจนควันโขมง แล้วเป่าควันออกทางช่องหน้าต่าง ถึงอย่างนั้น พวกเราก็เมาบุหรี่แกอยู่ดี รอประมาณ 15 นาที จนครบ 15 คน พอแกเปลี่ยนเกียร์ เหยียบคันเร่งเท่านั้นแหละ พวกเกาะพนักเก้าอี้กันแน่น เกร็งกันจนตีนหงิก
สงสัยแกคงเคยขับรถร่วม(กตัญญู) มาก่อนนะพี่ โก้มิสเตอร์แซกแมนหันมาบอก อือ! เห็นด้วยขับยังกะจะรีบไปแย่งศพกับมูลนิธิคู่แข่งงั้นแหละ นี่ถ้าไม่เห็นหน้าคงคิดว่า แกอายุ 20 กว่าๆ ใจร้อนจริงๆ เล้ย... อาแปะ ยังไงเราก็มาถึงที่อย่างรวดเร็วและปลอดภัย แต่... ใจหาย
ฉันกลับมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิก้าวเท้าออกมาขึ้นรถปะทะกับลมร้อนอบอ้าวของบ้านเราอย่างคุ้นเคย เฮ้อ...ถึงบ้านซะที ถึงจะร้อน ฝุ่นจะเยอะ มีอะไรวุ่นๆ อยู่แยะ ฉันก็ยังรักเมืองไทยของเรามากกว่า เพราะเป็นที่ๆ ฉันเกิด เติบโตและให้ทุกๆ สิ่งกับฉัน จนฉันมีวันนี้ เหมือนออกไปเที่ยวสนุกแต่ในที่สุดเราก็ต้องกลับบ้าน กลับมาสู่อ้อมกอดของแม่อยู่ดี คิดถึงข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว ส้มตำปูปลาร้า น้ำแข็งเปล่าแก้วละบาทจัง














