เมื่อทหารสองฝ่ายตรึงกำลังประชิดแนวชายแดน แบบไม่วางสายตา
ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาเดินเกมรุกหนัก ด้วยการเสนอเรื่องนี้ให้อยู่ในวาระของอาเซียน-ยูเอ็น เลยเถิดไปถึงศาลโลก
ปฏิเสธที่จะจับเข่าเคลียร์ใจกับไทยในฐานะเพื่อนบ้าน
ขณะที่ขบวนของฝ่ายไทยยังเกาะกันไม่ติด
รัฐบาล ยังไม่มี รมว.ต่างประเทศ เป็นขุนพลกำหนดยุทธศาสตร์
กองทัพ ก็อ้ำอึ้งทำได้เพียงตรึงกำลังโดยไร้นโยบาย
ม็อบพันธมิตร ก็จ้องกระทุ้งไม่หยุดหย่อน
สภาพเหล่านี้ส่งผลให้ขบวนของไทยในเวทีโลกต้องพบกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก ต้องถอยร่นอย่างไม่เป็นท่า ถูกกัมพูชากำหนดเกมให้เดินแทบจะทุกกระดาน
เกมการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชานับจากนี้ จึงล่อแหลมขึ้นทุกขณะ แนวชายแดนร้อนระอุขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
เรียกว่ารัฐบาลทั้งสองฝ่ายเพลี่ยงพล้ำไม่ได้เลยแม้แต่ก้าวเดียว เพราะการก้าวผิดเพียงจังหวะเดียว อาจจะหมายถึงอธิปไตยที่ประชาชนทั้งสองประเทศหวงแหนต้องสูญเสียไป
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 2 สถาบัน ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่องกล้องมองเกมที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบทวิเคราะห์อย่างเจาะลึก
ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ท่าทีของกัมพูชาที่ดิ้นรนไปฟ้ององค์กรระหว่างประเทศ ทั้งที่เรื่องนี้จะจบได้ด้วยการพูดคุยของ 2 ประเทศ
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า เขาไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ปัญหา เขาไม่ได้ต้องการต่อสู้กับไทยเพื่อให้เรื่องนี้จบลงแบบลงตัว หรือ วิน-วิน โดยที่ทั้งสองฝ่ายได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แบบที่ประเทศเพื่อนบ้านควรจะทำ แต่กัมพูชาเล่นกับเราแบบ ซีโร่ ซัม เกม ซึ่งหมายถึงว่าต้องการเอาชนะโดยที่ไทยต้องสูญเสียเท่านั้น ไม่มีคำว่าเสมอ ไม่มีการประนีประนอม
ศ.ดร.สุรชัย สรุปว่า ไทยจะมองกัมพูชาด้วยสายตาเดิมอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องเดินเกมรุกกลับไปบ้าง ในเมื่อเขาไม่นึกถึงความสัมพันธ์ในความเป็นเพื่อนบ้าน เราก็ต้องแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวกลับไป
โดยต้องเร่งล็อบบี้ประเทศมหาอำนาจในองค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะจีน สหรัฐ หรือเกาหลีใต้ ให้เข้าใจว่า ที่ผ่านมากัมพูชาละเมิดอธิปไตยของเรามาตลอด ให้มหาอำนาจเหล่านี้วีโต้กัมพูชาหากจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องยูเอ็น
ศ.ดร.สุรชัย ยังเสนอว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับนานาประเทศ โดยต้องเรียกประชุมตัวแทนทูตประจำประเทศไทย และแถลงข่าวท่าทีของเราต่อสื่อมวลชนต่างประเทศในประเทศไทย ว่า ที่ผ่านมาเราตั้งใจรักษาความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้าน แต่บัดนี้กัมพูชามีเจตนาที่จะฉกฉวยความใจดีของเราแสวงหาความได้เปรียบจากเรามาโดยตลอด
มีการตั้งชุมชน สร้างถนน ปลูกสร้างบ้านเรือน สร้างวัดในพื้นที่ยังเป็นข้อพิพาท และยังไม่มีความจริงใจในการเจรจาด้วยความยุติธรรมระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพ รัฐไทยต้องเร่งเกมรุกอย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ไม่มีคำว่าทับซ้อน เป็นอธิปไตยของไทยโดยสมบูรณ์
เช่นเดียวกับ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็วิเคราะห์ท่าทีทางการทูตของกัมพูชาไปในทางเดียวกันว่า วันนี้กัมพูชาเดินเครื่องเพื่อรุกไทยอย่างเต็มที่แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่หลงเหลือความเกรงใจเราเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
ดังนั้นหลังจากนี้ไทยต้องปรับจุดยืนครั้งใหญ่ จะปฏิบัติกับกัมพูชาเหมือนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว !!!
แม้ว่า สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเชื่อว่า หลังการเลือกตั้งในกัมพูชาเสร็จสิ้นลงบรรยากาศจะคลี่คลาย แต่ รศ.ดร.ปณิธาน ไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะยิ่งฮุน เซน ชนะเลือกตั้งเขาจะยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จมากขึ้น
และเขาจะเดินเกมรุกเราหนักหน่วงขึ้นอย่างแน่นอน ไม่มีทางผ่อนแรง !!!
อย่าลืมว่าประวัติศาสตร์กัมพูชากับไทยเกี่ยวกับการรุกดินแดนมีมายาวนาน เขาหาจังหวะที่จะรุกเราตลอด ดังนั้นยิ่งการเมืองเราอ่อนแอเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรุกคืบเท่านั้น โดยเฉพาะในยามที่ไม่มีรัฐมนตรีต่างประเทศ หรือมีปัญหากับตัวรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เขายิ่งคิดว่านี่เป็นโอกาสที่จะเอาดินแดนไทย
รศ.ดร.ปณิธาน แนะว่า หลังจากนี้ฝ่ายไทยต้องระดมสรรพกำลังเพื่อตอบโต้ ไม่ว่าจะเป็นทางทหาร ต้องตรึงพื้นที่ประชิดเอาไว้ เพื่อปกป้องอธิปไตย ขณะที่ฝ่ายการทูตต้องเดินสายชี้แจงมิตรประเทศ โดยเฉพาะมหาอำนาจให้ช่วยเรากดดันกัมพูชา
อีกวิธีที่จะลดพลังการล็อบบี้ของกัมพูชาคือ รัฐไทยต้องดิสเครดิตสิ่งที่รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอยู่ หากมีหลักฐานเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างฮุน เซน กับทักษิณ ก็ต้องเปิดเผยออกมาให้นานาชาติรับรู้ว่า ความขัดแย้งในเรื่องอธิปไตยของชาตินั้นมีความทับซ้อนของผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ด้วย
เสถียร วิริยะพรรณพงศา














