ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่ประการใดที่การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา เพื่อคลี่คลายปัญหาพิพาทเขาพระวิหารยังไม่มีอะไรคืบหน้าแม้แต่น้อย แม้จะจับเข่าคุยมาราธอนนานร่วม 10 ชั่วโมง ก่อนจะนัดเปิดเจรจารอบใหม่หลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งในกัมพูชา ซึ่งกำหนดมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้แล้ว
เพราะนี่เป็นกลยุทธ์ทางการทูตอย่างหนึ่งที่จะอาศัยการเตะถ่วงการเจรจามาคลายอุณหภูมิความขัดแย้งที่ร้อนระอุให้บรรเทาลงชั่วขณะ ดังที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและสามารถแก้ไขได้โดยสันติวิธี อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้บานปลายถึงขั้นจับอาวุธห้ำหั่นกันจนเสียหายยับเยินด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีความจริงใจที่จะเจรจากัน อีกทั้งต้องพยายามจำกัดปัญหานี้ให้เป็นเรื่องภายในของ 2 ประเทศ ไม่ให้บานปลายกลายเป็นปัญหาระดับภูมิภาค อันจะเปิดช่องให้องค์การระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซงได้ ทั้งในรูปของตัวกลางไกล่เกลี่ย หรืออาจถึงขั้นส่งเจ้าหน้าที่หรือทหารเข้ามาประจำการ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ประเทศคู่กรณีไม่ควรดิ้นรนนำเรื่องสู่ศาลโลก อันจะทำให้ปัญหามีแต่คุกรุ่นหากศาลโลกตัดสินชี้ขาดไม่ได้ดังใจหวัง ดังเช่นมาเลเซียที่เต้นเย้วๆ หลังศาลโลกตัดสินให้เกาะบาตูปูเต๊ะเป็นของสิงคโปร์ อีกทั้งยังมีแนวโน้มอาจจะเสียเกาะปิสังให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านนี้อีกเกาะหนึ่ง
ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ทั้ง 2 ฝ่ายควรจะร่วมมือกันหาทางพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสมากกว่า เหมือนเช่นรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการประกาศเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า กระทั่งเป็นแบบอย่างอันดีให้หลายประเทศเดินตามรอยแม้จะไม่ตั้งใจก็ตาม
ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า เฉพาะทวีปคนผิวเหลืองเอเชียเพียงทวีปเดียว ก็มีข้อพิพาทดินแดนระหว่างประเทศต่างๆ อย่างน้อย 80 จุด และต่างก็มีแนวทางแก้ไขปัญหาแตกต่างกันไป บ้างก็ยินดีจะเจรจา บ้างก็ยินดีจะทำสงคราม จนเกิดสงครามชายแดนอินเดีย-จีน เมื่อปี 2505 และอีกครั้งเมื่อปี 2523 หรือสงคราม 3 ครั้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน สงครามอิรักกับอิหร่านที่ยืดเยื้อนานถึง 8 ปี หรือแม้กระทั่งศึกประวัติศาสตร์บ้านร่มเกล้า ระหว่างทหารไทยกับลาว ที่บริเวณยุทธภูมิบ้านร่มเกล้า อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2531
แต่สุดท้ายสงครามก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เรื่องจึงมักจะจบลงที่โต๊ะเจรจา ส่วนจะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่กับคู่พิพาทว่ามีความจริงใจมากน้อยเพียงใด อย่างเช่นแดนภารตอินเดียกับแดนมังกรจีนที่ปล่อยให้เรื่องนี้คาราคาซังนานกว่า 40 ปี ก่อนจะคลี่คลายด้วยวิธีอันแยบยล นั่นก็คือเปลี่ยนไปใช้ยุทธวิธี การค้านำการทหาร หรือ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า เมื่อมีการลงนามในข้อตกลงลดความตึงเครียดบริเวณชายแดนเมื่อปี 2536 จากนั้น ก็ร่วมกันส่งเสริมการค้าชายแดนโดยตรง รวมทั้งให้ตั้งทูตพิเศษเพื่อดูแลปัญหาชายแดนโดยเฉพาะ นอกเหนือจากแลกเปลี่ยนการเยือนของคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูง เป็นต้น
เช่นเดียวกับปัญหาพิพาทดินแดนระหว่างจีนกับรัสเซียที่ยืดเยื้อมานานถึง 40 ปี หลังจากเคยเกิดปะทะกันรุนแรงในช่วงทศวรรษ 2503 และ 2513 จนหลายฝ่ายวิตกว่าจะลุกลามกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ ก็เพิ่งคลี่คลายลงเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เมื่อรัสเซียตกลงจะคืนพื้นที่พิพาทสุดท้ายขนาด 174 ตารางกิโลเมตร บริเวณชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ให้แก่เจ้าของเดิม อันเป็นผลจากการที่ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศดีขึ้นตามลำดับ
เท่านั้นยังไม่พอ รัฐบาลประธานาธิบดี ดมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย ยังประกาศเมื่อเร็วๆ นี้เช่นกันว่า ปัญหาพิพาทหมู่เกาะคูริลส์กับญี่ปุ่น พร้อมจะคลี่คลายในอนาคตอันใกล้ หลังจากยืดเยื้อมานานค่อนศตวรรษ นับตั้งแต่รัสเซียยึดหมู่เกาะนี้จากญี่ปุ่นคราวแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
ด้านญี่ปุ่นก็หันไปจับเข่าคุยกับเกาหลีใต้อีกครั้งเพื่อคลายข้อพิพาทน่านน้ำบริเวณหมู่เกาะดอกโด ในภาษาเกาหลี หรือเกาะทาเกชิมา ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี หลังระงับการเจรจามาตั้งแต่ปี 2543
ในส่วนของภาคีสมาชิกอาเซียนเองก็มีปัญหาพิพาทดินแดนและน่านน้ำด้วยกันเกือบทุกประเทศย นอกจากไทยจะมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านรอบทิศแล้ว กัมพูชาเองก็มีปัญหาพิพาทหลายจุดกับเวียดนาม ส่วนมาเลเซียก็มีปัญหาพิพาทที่น่านน้ำกาลิมันตันกับอินโดนีเซีย อีกทั้งยังมีปัญหาน่านน้ำกับบรูไนและสิงคโปร์ แต่ส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้คาราคาซังอยู่เช่นนั้น
แต่จุดพิพาทที่เป็นปัญหาใหญ่ระดับภูมิภาค ก็คือที่หมู่เกาะสแปรตลีย์และหมู่เกาะพาราเซล ในทะเลจีนใต้ ที่หลายประเทศต่างแย่งกันอ้างกรรมสิทธิ์ โดยจีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของเกาะจงซาในมณฑลไหหลำ ฟิลิปปินส์อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดปาลาวัน มาเลเซียก็ว่าเป็นส่วนหนึ่งของซาบาห์ ไต้หวันอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดเกาซุง เวียดนามและบรูไนก็อ้างว่าเช่นกันว่าเป็นเขตประมงของตัวเอง ช่วงที่เหตุการณ์กำลังร้อนระอุ บางประเทศถึงกับส่งทหารกลุ่มเล็กๆ ไปประจำการ
อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป หลายประเทศเริ่มได้คิดว่า แทนที่จะเผชิญหน้ากันโดยตรง สู้หันมาร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่แถบนี้ไม่ได้ โดยเฉพาะการร่วมกันขุดเจาะน้ำมัน เพื่อจะแปรวิกฤติเป็นโอกาสสำหรับทุกฝ่าย
บทเรียนเหล่านี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ไทยและกัมพูชาพึงตระหนักและเลียนแบบอย่างบ้าง ด้วยการหันมาช่วยกันพัฒนาเขตพิพาทนี้ แทนที่จะ หันหน้ากันคนละทาง สร้างดาวกันคนละดวง จนร้อนรุ่มกันถ้วนหน้าเช่นนี้
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์














