หมายเหตุ - นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนให้ความเห็นกรณี กรมประชาสัมพันธ์ถอดรายการ ข่าวหน้า 4 เพื่อให้บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) จัดรายการ ความจริงวันนี้ แทน ช่วงเวลา 22.00-23.00 น.
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์
นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
กรณีรายการ ความจริงวันนี้ มองไม่เห็นประโยชน์กับสังคม รัฐบาลไม่ได้แยกว่าคือสื่อรัฐ เป็นสมบัติประชาชน ไม่ได้เป็นสื่อส่วนตัวรัฐบาล ที่ผ่านมาคนไม่เชื่อรัฐบาลแล้วไปเชื่อกลุ่มพันธมิตร ไม่ใช่เพราะรัฐบาลไม่มีช่องทางสื่อสาร นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็มีรายการของตัวเอง มีการแถลงข่าวการประชุม ครม. ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องไม่มีพื้นที่ข่าว ต้องหันกลับไปถามตัวเองว่าเมื่อมีพื้นที่ข่าวแล้ว เหตุใดคนจึงไม่เชื่อรัฐบาล
การใช้เอ็นบีที ซึ่งเป็นสื่อรัฐ เป็นช่องทางทางการเมือง ถือว่าไม่เหมาะสม ต้องให้สังคมรับความเห็นทุกด้าน ทุกแง่มุม สื่อก็มีความรับผิดชอบโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เอเอสทีวีก็มีความรับผิดชอบ แต่ยิ่งเป็นสื่อรัฐ ยิ่งต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าสื่อเอกชน เพราะมาจากภาษีประชาชน
การเอารายการในพีทีวีมาออกเอ็นบีที เป็นการขยับจากทีวีผ่านดาวเทียม มาอยู่ฟรีทีวี เป็นการซ้ำเติมเอ็นบีทีเอง กลายเป็นเหมือนช่องที่ต้องคำสาป ว่าพอเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง ที่ฝ่ายการเมืองอยู่ในช่วงขาลง ก็เป็นอย่างนี้ทุกที และหากมีการใช้สื่อเพื่อการเมืองมากๆ จะมีการแบ่งขั้วกันมากขึ้น
การปฏิรูปสื่อครั้งต่อไป ต้องปฏิรูปกันที่ช่อง 11 หรือเอ็นบีทีด้วย เพราะวันนี้สังคมคงเห็นอันตรายแล้ว ถ้าปล่อยให้สื่อรัฐ ถูกรัฐบาลนำไปใช้ได้ตามอำเภอใจ
กระแสสังคมโลกวันนี้ รัฐบาลเป็นเจ้าของสื่อเองน้อยลงทุกที สิ่งที่เกิดขึ้น จึงเป็นการถอยหลังเข้าคลอง การที่รัฐบาลเข้ามาแทรกแซง นายสมัครไปทำสักพัก จะรู้ว่าแนวคิดแบบนี้ไม่มีประโยชน์ เพราะช่องไหนที่รัฐบาลแทรกแซงแบบออกหน้าออกตา คนรู้และจะไม่เชื่อ ทำแล้วจะไม่ได้ผลอยู่ดี...
พิรงรอง รามสูตร รณะนันท์
อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ไม่มีอะไรเกินความคาดหมาย เท่าที่สังเกตมาแต่ต้น รัฐบาลนี้ไม่ค่อยแสดงความเคารพสิทธิเสรีภาพสื่อสารมวลชนอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นที่ตัวบุคคล เพราะตอนที่นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯอยู่ หลายคนมองว่าจะเข้ามาจัดการ และจัดการจริงๆ แต่พอนายจักรภพไป ความต้องการในการควบคุมก็ยังอยู่เหมือนเดิม เพราะรัฐบาลไม่ได้มองว่าคลื่นความถี่ที่มี เป็นของสาธารณะตามมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญ 2550
มันไม่ควรจะมีคำว่าสื่อของรัฐด้วยซ้ำ พอพูดคำว่า สื่อของรัฐ ก็เพี้ยนตั้งแต่ต้น ทำไมรัฐจะต้องมีสื่อ ทั้งที่ควรเป็นสื่อของสาธารณะ โดยเฉพาะช่อง 11 อ้างเหตุผลต่างๆ นานา เท่าที่เคยคุยกับผู้บริหารช่อง 11 ในทุกสมัยไม่ต่างกัน ต่างเห็นว่ารัฐจำเป็นต้องมีสื่อ วันนี้เอาจริงๆ สื่อโทรทัศน์เป็นของรัฐหมด ไม่ว่า ช่อง 3, 9, 7, 5, 11 และทีพีบีเอส แต่เอ็นบีทีเป็นปรากฏการณ์ที่ชัดเจนมากกว่าที่อื่น
แต่ที่ตลก คือ ดิฉันเรียนประวัติศาสตร์ของสื่อสารเมืองไทย จำได้ว่านายสมัคร กับ นายวีระ มุกสิกพงศ์ เคยเขียนหนังสือด่ากัน นายสมัครเขียน สันดานนักหนังสือพิมพ์ นายวีระเขียน สันดานรัฐมนตรี แต่ก็ทำให้เห็นสัจธรรมในวงการการเมืองว่า ไม่มีมิตรหรือศัตรูที่แน่นอน เพราะวันนี้นายสมัครยังลุกขึ้นมาเชียร์นายวีระในรายการของตัวเอง เมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองต้องกัน ทุกอย่างเป็นไปได้หมด
แน่นอนอาจรู้สึกได้ว่า เอเอสทีวีก็ไม่ได้ทำถูก ที่ออกอากาศทั้งวันทั้งคืน ปลุกระดม แต่ก็อยู่ในวงจำกัด คนที่จะดูก็ต้องดิ้นรน ไขว่คว้า เป็นสมาชิก พีทีวีก็เช่นเดียวกัน แต่รัฐบาลคงคิดว่าไม่พอ คิดว่าพีทีวีสู้เอเอสทีวีไม่ได้ เพราะเอเอสทีวียึดหัวหาดแฟนคลับได้เหนียวแน่นยาวนาน จึงเอาพีทีวีมาออกเอ็นบีที ทำให้จรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพสื่อ ลดระดับลงไปเรื่อยๆ สถานการณ์สื่อบ้านเรายังมืดมน วันนี้รัฐบาลเอาสื่อของรัฐมาทำอย่างนี้เสียเอง ก็ไม่ต้องไปว่าใครแล้ว
การใช้สื่อเพื่อแก้ปัญหาการเมือง เป็นการแก้ที่ตอนปลายมากๆ เพราะต้นตอของเรื่องยังอยู่ ก็เหมือนกับ ช้างตายทั้งตัว เอาใบเข็มมาปิด รัฐบาลควรแก้ปัญหาทางการเมืองของตัวเอง ด้วยความเป็นมืออาชีพของนักปกครอง คือ ต้องมีธรรมาภิบาล สื่อเองก็ต้องยึดจรรยาบรรณวิชาชีพ
หน้า 11














