และเปลี่ยนผังรายการให้ทันทีทันควันตามคำบัญชาของ สมัคร สุนทรเวช แบบชั่วข้ามคืนนั้น
เท่ากับว่า การแทรกแซงการทำงานของสื่อเอกชนที่มีสัมปทานกับรัฐบาลนั้น สามารถโดนอำนาจรัฐเข้าไปปิดได้โดยมิได้คำนึงถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญเลย
มันก็อย่างว่า... ในเมื่อ นายกฯ นอมินี เป็นปฏิปักษ์กับ รธน.ฉบับ 50 มาตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกัน ก็ร่ำๆ จะแก้เช้าแก้เย็น ก็ป่วยการที่จะไปเรียกหาความเป็นธรรม
แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงที่ รายการนี้เข้าไปเสียบแทนรายการ ข่าวหน้า 4 ของบริษัทนิวส์ไทม์ เทเลวิชั่น ของบรรดานักหนังสือพิมพ์ขาใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับเครือข่ายนายใหญ่ แห่งวังจันทร์ส่องหล้า
แน่นอนว่ามันทำให้สายสัมพันธ์ของสื่อบางแขนงที่เคยป้องนายใหญ่และรัฐบาลชุดนี้ต้องสะบั้นลงไปเสียแล้ว
เพราะเท่ากับว่า การกระทำต่างๆ ในการกางปีกคุ้มภัยข้อวิจารณ์ให้แก่รัฐนาวาลำนี้ซึ่งขาใหญ่วงการสื่อบางคนเคยฝืนกระทำอยู่นั้น มันต้องยุติโดยพลัน แล้วหันกลับมาชักดาบฟาดฟันกันเอง
แนวโน้มเรื่องนี้กำลังก่อตัวขึ้นแล้ว และรัฐนาวาลำนี้น่าจะอยู่ในภาวะที่ลำบากกว่าเดิม
เพราะการกระทำแบบหักหน้าเช่นนี้ตามคำสั่งของ นายกฯ นอมินี และ ขาใหญ่อีสานใต้ นั้น มันสร้างความไม่พอใจและแปรมิตรให้ไปเป็นศัตรูโดยพลัน
แม้ นายกฯ นอมินี จะประกาศออกตัวให้รายการนี้ว่า ต้องเกิดขึ้นมาตอบโต้เอเอสทีวีที่ออกอากาศ 24 ชั่วโมง มันจึงสมควรที่สื่อของรัฐจะต้องมีการตอกกลับไปบ้าง
ความจริงนั้น เครือข่ายสื่อของรัฐนาวาชุดนี้ ที่มินับรวมสื่อของรัฐนั้น คนวงในพลังประชาชนก็มีสื่อของตัวเองที่ออกมาแก้ต่างและซัดกลับขั้วตรงข้ามให้อยู่แล้ว
หรือว่าสิ่งที่มีอยู่มันไม่มีพลังที่มากพอจะชักจูงมวลชนให้คล้อยตาม ???
เพราะสังคมเรียนรู้และใช้สติในการเสพข่าวสารบ้านเมือง รวมทั้งให้คะแนนว่ารัฐบาลชุดนี้สมควรได้รับดอกไม้หรือก้อนอิฐ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สร.1 คนปัจจุบันนั้น สังคมน่าจะรู้แล้วว่า เหมาะสมที่จะทำงานต่อไปหรือไม่กับหลากการกระทำในอดีตที่ผ่านมา
ฉะนั้นคำสั่งของ สมัคร ที่บงการให้ใช้ช่องทางสื่อของรัฐโดยมอบให้เอกชนบางกลุ่มที่ภาพลักษณ์ไม่งามนัก เข้ามาทำหน้าที่นี้นั้น
ถามคำเดียวว่า...สมควรแล้วหรือ ???
เพราะรายการใหม่นี้มันก็คือยกฐานะ พีทีวี ขึ้นมาเป็น ฟรีทีวี หน้าตาเฉย ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเป็นรายการที่เสนอความจริง ครึ่งเดียว อีกต่างหาก
เทน้ำหนักป้องรัฐบาล รวมทั้งซัดกลับขั้วตรงข้ามแบบคล้ายจะบิดเบือนข้อเท็จจริงกลายๆ เพราะมิได้นำเสนอให้ครบทุกมุมมอง
เท่าที่ปรากฏผ่านจอไม่ไม่กี่เทป เห็นได้ชัดว่าเป็นรายการที่ จงใจ นำเสนอเฉพาะประเด็นที่พรรคพวกของตัวเองได้รับอานิสงส์ผลบุญ
คำถามต่อมาคือว่า ภาษีที่สังคมซึ่งจ่ายให้รัฐไปแล้ว แต่ได้รับการตอบแทนแบบนี้มันสมควรแล้วหรือไม่ ???
สิ่งที่น่าพินิจพิเคราะห์แบบเจาะลึกกว่านั้นก็คือ รูปแบบรายการที่คล้ายจะย้อนรอยรายการสองคู่หู สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน สมัยรัฐบาลทักษิณอย่างจะจะ
เหมือนในลักษณะที่เป็นรายการ ยั่วยุสังคม ให้เกิดความแตกแยก จากปากของสองผู้ดำเนินรายการ
ฟาดงวงฟาดงา ป้อง นายใหญ่ แบบไม่เลือกหน้า กระทั่งต้องรูดม่านจากไป เพราะ ปาก มาแล้ว
มาวันนี้ ยุทธวิธีทางด้าน โฆษณาชวนเชื่อ ก็ถูกหยิบมาใช้อีกครั้ง
พร้อมกับถูกตีความไปแล้วว่า รัฐบาลชุดนี้พร้อมชักพาความรุนแรงให้สังคมสองขั้วปะทุและปะทะกันได้ตลอดเวลา
หากรายการนี้ยังอยู่และสุมไฟความแค้นให้แรงเข้าไปนั้น เท่ากับว่า นายกฯ นอมินี ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการกับการนำไปสู่จุดแตกหักในอนาคตอันใกล้
โดยไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้เลยว่า หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่สังคมต้องสูญเสียไป
เพราะแนวโน้มว่า รายการนี้อาจย้อนรอยคล้ายรายการ วิทยุยานเกราะ และ นสพ.เจ้าพระยา ที่รัฐบาลในอดีตเคยสนับสนุนให้เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้เกิดการนองเลือดขึ้นในบ้านเมืองมาแล้ว
ฉะนั้นที่ถูกก็คือ ความจริงวันนี้ ...มันคลับคล้ายคลับคลาว่าอาจย้อนรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกวาระหนึ่งก็เป็นได้
โต๊ะข่าวการเมือง














