โครงการจัดซื้อยานเกราะหรือรถหุ้มเกราะล้อยางบีทีอาร์-3 อี 1 ( BTR-3E1) จำนวน 96 คัน มูลค่า 3.8 พันล้านบาท ที่กองทัพบกได้รับอนุมัติจากรัฐบาล ขิงแก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้จัดซื้อด้วยระบบรัฐบาลต่อรัฐบาลหรือจีทูจีจากบริษัทคาร์คีฟ โมโรซอฟ ดีไซน์ บูโร ยูเครนแห่งประเทศยูเครน กำลังกลายเป็นก้อนเผือกร้อนๆ ในมือของ สมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในทันทีที่นายสมัครเซ็นอนุมัติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ทำไมจึงเป็นเผือกร้อน?
ก่อนอื่นต้องย้อนลำดับเหตุการณ์โครงการรถหุ้มเกราะล้อยางซึ่งกองทัพบกชงเรื่องมาตั้งแต่ปี 2540 โดยอ้างแผนพัฒนากองทัพปี 2540-2549 เพื่อนำไปประจำการในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.)
คณะทำงานเลือกแบบรถหุ้มเกราะล้อยางที่กองทัพบกแต่งตั้งได้คัดเลือกแบบไว้แล้ว 9 แบบ แต่เวลานั้นกองทัพบกไม่มีงบประมาณแผนจัดซื้อจึงถูกดองเค็ม
จนกระทั่งมาถึงเดือนพฤษภาคม 2550 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ฟื้นชีพโครงการจัดซื้ออนุมัติแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อคัดเลือกแบบ รถหุ้มเกราะ อีกครั้งหนึ่ง
คณะทำงานเลือกไว้ 4 แบบ ได้แก่ ลาฟทู (LAV II) ของแคนาดา, บีทีอาร์-80 จากรัสเซีย แพเทรีย เอเอ็มวี ของฟินแลนด์ และบีทีอาร์-3 อี 1 แห่งยูเครน
ในเวลานั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหึ่งว่า บีทีอาร์-3 อี 1 ผ่านการรับรองมาตรฐานยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกมาได้อย่างไรเพราะยูเครนลอกเลียนแบบจากรุ่น บีทีอาร์-70 ของรัสเซีย
ขณะที่คุณสมบัติต่างๆ ของรถหุ้มเกระยูเครนมีจุดโหว่ เช่น ความสามารถในการบรรทุกพลรบพร้อมอุปกรณ์ของรถบีทีอาร์-3 อี 1 มีเพียง 9 นายเท่านั้น ไม่เข้าเกณฑ์ที่คณะทำงานเลือกแบบที่มี พล.ต.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้บัญชาการศูนย์การทหารราบ เป็นประธานกำหนดไว้ว่าจะต้องบรรทุกพลรบพร้อมยุทโธปกรณ์ได้อย่างน้อย 11 นาย ไม่รวมพลประจำรถ
นอกจากนี้แล้วตระกูลรถหุ้มเกราะของยูเครน เพิ่งผลิตและนำไปเปิดตัวในงานแสดงอาวุธที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อต้นปี 2550 ขณะที่ในข้อกำหนดคุณสมบัติของคณะทำงานเลือกแบบระบุว่า ต้องเป็นตระกูลรถที่ยังคงมีสายการผลิตและมีประจำการอยู่แล้วในประเทศผู้ผลิต รวมทั้งสามารถสนับสนุนชิ้นส่วนซ่อมได้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี
ประเด็นที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ รถหุ้มเกราะของยูเครน ไม่เคยนำเข้ามาทดสอบประสิทธิภาพทางยุทธวิธีและเทคนิคในประเทศไทย มีเพียงนำเสนอแค่ส่งเอกสารให้คณะกรรมการคัดเลือกแบบของกองทัพบกดูเท่านั้น แตกต่างกับรถหุ้มเกราะของแคนาดาและรัสเซียที่มีการจัดส่งของจริงมาให้ฝ่ายไทยทดสอบคุณสมบัติต่างๆ ในประเทศไทย เมื่อปี 2540
ฝ่ายยูเครนซุ่มเงียบไม่ออกมาตอบโต้ข้อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้
แต่เมื่อถึงวันประกาศเชิญชวนให้บริษัทที่เป็นตัวแทนรถหุ้มเกราะต่างๆ เข้าเสนอข้อมูล ปรากฏว่าบริษัทเอ็นจีวี เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ตัวแทน บีทีอาร์-3 อี 1 กลับคว้าชัยชนะอย่างน่าขาดลอย สร้างความประหลาดใจให้กับบริษัทตัวแทนคู่แข่งอย่างมาก
หลังจากนั้นไม่กี่วัน บริษัท โรสโอโบรอนเอ็กซ์ปอร์ตตัวแทนจำหน่าย บีทีอาร์-80 ที่รัฐบาลรัสเซียเป็นเจ้าของทำหนังสือร้องไปยัง พล.อ.สนธิให้ชี้แจงความโปร่งใสในการคัดเลือก
เงื่อนปมดังกล่าวทำให้โครงการจัดซื้อรถหุ้มเกราะกลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าเพราะมีการร้องเรียนไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และหน่วยงานต่างๆ ให้ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง โดยมีการตั้งประเด็นความไม่โปร่งใสรวม 13 ข้อด้วยกัน บรรดาแกนนำของกองทัพที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ต่างพากันหยุดชะงักไม่กล้าแสดงบทบาทอุ้มฝ่าย ยูเครน อย่างออกหน้าออกตา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง พล.อ.สนธิกลายเป็นหัวหน้าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ล้มรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 19 กันยายน 2549 และจัดตั้งรัฐบาล ขิงแก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
พล.อ.สนธิเหมือนถือดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือจึงแสดงบทบาทต่อเรื่องนี้อย่างเข้มข้น โดยยืนยันรถหุ้มเกราะยูเครนมีเหมาะสม
ผมส่งคนไปดูที่ยูเครน ที่มีข่าวว่าเป็นรถเก่า ผมก็ให้คนที่ไปดูที่ยูเครน ใช้เพื่อนผู้บัญชาการทหารบกคนปัจจุบัน (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ไปดู คือเพื่อนอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ไปดูว่ามีโรงงานนี้จริงหรือไม่ เมื่อไปดูแล้วถึงได้กลับมาบอกว่ามี และเหมาะสม เป็นรถใหม่ และเราซื้อราคา 25 ล้านบาท ขณะที่เราไปซื้อในบางประเทศประมาณ 80-90 ล้านบาท ดังนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมทั้งสิ้น ทั้งนี้ รายละเอียดไปถามผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.สนธิให้สัมภาษณ์ระหว่างเป็นประธาน คมช.
พล.อ.สนธิส่งมอบโครงการรถหุ้มเกราะยูเครนให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จัดการแทนพร้อมๆ กับการผลักดันโครงการนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี รัฐบาล สุรยุทธ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550
ครม.ขิงแก่ ไฟเขียวงบประมาณจัดซื้อ 3.8 พันล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ครม.ชุดนี้ผลาญเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก
เมื่อเอกสารโครงการส่งกลับมาถึงมือ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะนั้นเพื่อให้กองทัพบกดำเนินการเซ็นสัญญาจัดซื้อระบบจีทูจีกับรัฐบาลยูเครน พล.อ.บุญรอดชะลอเรื่องไว้โดยสั่งให้สำนักงานงบประมาณ กระทรวงกลาโหม (สป.กห.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ รวมถึงข้อมูลการสอบสวนของ สตง.
ปลายเดือนพฤศจิกายน 2550 สำนักงานงบประมาณ กระทรวงกลาโหม ทำหนังสือไปถึงคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอทราบผลการพิจารณาโครงการรถหุ้มเกราะยูเครน คุณหญิงจารุวรรณยังไม่ให้คำตอบ แต่ สป.กห.กลับอ้างมีการประสานกับเจ้าหน้าที่ สตง.ได้ข้อมูลมาว่า โดยปกติกรณีไม่มีข้อสังเกต สตง.จะไม่ตอบคำวินิจฉัยไปยังส่วนราชการที่ถูกตรวจสอบ และขณะนี้ระยะเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว ยังไม่มีข้อสังเกตจาก สตง.แต่อย่างใด ดังนั้น สมควรดำเนินกรรมวิธีจัดซื้อตามกระบวนการและขั้นตอนต่อไป
แม้จะได้คำตอบจาก สป.กห. แต่ พล.อ.บุญรอดไม่ได้เดินหน้าโครงการรถหุ้มเกราะ ตรงกันข้ามกลับเก็บแฟ้มเข้าหิ้งจนกระทั่งรัฐบาล ขิงแก่ หมดอายุ
เกมจัดซื้อรถหุ้มเกราะ สะดุดลงอีกครั้ง
เมื่อรัฐบาล สมัคร เข้าบริหารประเทศ แฟ้มโครงการรถหุ้มเกราะ หยิบกลับมาปัดฝุ่นใหม่พร้อมกับลุยหน้าเต็มที่ โดยในวันที่ 21 มกราคม 2551 นายสมัครในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมส่งแฟ้มไปให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กลับไปทบทวนประเด็นต่างๆที่มีการร้องเรียนความไม่โปร่งใสของโครงการนี้
กองทัพบกใช้เวลาตรวจสอบอยู่เดือนเศษ แจ้งกลับไปที่นายสมัครว่า กองทัพบกยืนยันความต้องการในการจัดซื้อยานเกราะฯ พร้อมกับเหตุผลว่าทำด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และรัดกุมในแต่ละขั้นตอนผ่านการตรวจสอบและพิจารณาร่วมกับหน่วยต่างๆ ของกองทัพบก ได้แก่ กรมฝ่ายเสนาธิการ กรมฝ่ายยุทธบริการและหน่วยสายวิทยาการที่เกี่ยวข้องตลอดจนหน่วยใช้ยุทโธปกรณ์และยังได้รับข้อคิดเห็นพร้อมทั้งการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ นอกกระทรวงกลาโหม (สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศและกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี)
กองทัพบกยังยืนยันอีกว่าใช้วิธีการจัดซื้อจีทูจีเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือ เป็นการจัดซื้อในระบบซื้อขายที่ไม่ผ่านคนกลาง ทำให้ได้ยุทโธปกรณ์ที่มีราคาถูกและยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองต่อไป
อนึ่ง การที่รัฐบาลประเทศยูเครนทำตามขั้นตอนต่างๆ ร่วมกับกองทัพบกมาโดยลำดับ ตลอดจนการชี้แจงข้อมูลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและ สตง.นั้น การไม่บรรลุผลในการจัดซื้อ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อความพร้อมรับของกองทัพไทย ในส่วนที่เกิดจากการไม่มียานเกราะล้อยางไว้ใช้งานแล้วยังอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกองทัพบกและรัฐบาลไทยได้ เป็นข้อความที่ระบุในเอกสารของกองทัพบกไปถึงรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2551
อีกหนึ่งเดือนต่อมา สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมทำเอกสารแจ้งถึงนายสมัคร ในฐานะรัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม แต่นายสมัครทิ้งแฟ้มนี้ไว้บนโต๊ะทำงานนานสองเดือนก่อนตัดสินใจเซ็นอนุมัติพร้อมแนบข้อความว่า
เห็นควรแต่งตั้งผู้แทนจาก สตง.ไปร่วมตรวจรับเพื่อความโปร่งใส
ข้อความท่อนนี้ เป็นปริศนาของนายสมัครทิ้งไว้ให้กองทัพบกกลับไปคิดเป็นการบ้าน...หรือเปล่า?
หน้า 11
| Hit : บีทีอาร์ ขิงแก่ 2550 สุรยุทธ์ เผ่าจินดา อนุพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้น 2540 2549 ได้แก่ |














