รัฐบาลภายใต้การนำของ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ตกอยู่ในภาวะกดดัน-ต่อรองกันอย่างหนัก ระหว่างพรรคพลังประชาชน (พปช.) กับ 5 พรรคร่วมรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคชาติไทย (ชท.) พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) พรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) และพรรคประชาราช (ปชร.)
ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดล่าสุด หนีไม่พ้นกรณีที่รัฐมนตรีจาก ชท. แถมด้วย อุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงานจาก ปชร. รุมถล่มโครงการยกเลิกรถเมล์ร้อนแล้วเปลี่ยนเป็นรถเมล์แอร์จำนวน 6,000 คัน ซึ่งเสนอโดยกระทรวงคมนาคม กลางวงประชุม ครม. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ทั้งที่เป็นโครงการได้กล่องและได้เงินไปพร้อมๆ กัน
ทำเอา สมัคร อดรนทนไม่ได้ ต้องตัดบทว่า พอแล้วพวกคุณ!
ก่อนจะโยนให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีจาก ชท. ในฐานะหัวหอกนำทีมต้าน ไปเป็นประธานกลั่นกรองเรื่องใหม่ทั้งหมด
และไม่ลืมส่งซิกให้เด็ก พปช.ออกมานินทา หอกข้างแคร่ ว่าสาเหตุที่ พลพรรคปลาไหล แผลงฤทธิ์เพราะเกิดอาการ แค้นฝังหุ่น หลังถูกตัดช่องทางทำกินและหั่นข้อเสนอในหลายโครงการที่เข้า ครม. ก่อนหน้านี้ อาทิ โครงการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โครงการติดตั้งอุปกรณ์ให้แสงสว่างโบราณสถานและสถานที่ สำคัญริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ของกระทรวงการท่องและกีฬา ฯลฯ
หากสำรวจพลังในการต่อรองของ พปช. กับพรรคร่วมรัฐบาล จะแบ่งได้ดังนี้...
ในวงประชุม ครม. แม้ พปช. จะมีรัฐมนตรีอยู่ 22 เสียง ขณะที่พรรคร่วมมี 13 เสียง แต่หลายครั้งที่เสียงข้างน้อยมีศักยภาพเหนือกว่าเสียงข้างมาก โดยเฉพาะเสนาบดีจาก ชท. ที่มีการนัดประชุม ครม. ย่อยที่บ้านพักซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 ของ บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชท. ทุกเย็นวันจันทร์ เพื่อซักซ้อมและเตรียมคิวก่อนประชุม ครม. ในวันอังคาร
นอกจากนี้ยังได้ สุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรค พผ. เป็นพันธมิตรคอยร่วมด้วยช่วยขย่ม พปช. กรณีขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารก่อนหน้านี้
ถือเป็นการประสานพลังต่อรองของ พรรคพี่-พรรคน้อง และทำให้การใช้อำนาจฝ่ายบริหารของ บิ๊กพปช. เป็นไปได้ด้วยความไม่ถนัดนัก
เช่นเดียวกับกลไกในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมรัฐบาลมีปริมาณมือ ส.ส.อยู่ถึง 316 เสียง ปัจจุบันเหลือ 306 เสียงหลัง ส.ส. ส่วนหนึ่งโดนใบเหลือง-ใบแดง โดยแบ่งเป็น พปช. 223 เสียง พรรคร่วม 83 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 164 เสียง
แต่บิ๊ก พปช. กลับมีอาการวิตกกลเกมในสภาแบบปิดไม่มิด
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเดินหน้ากวาดล้าง ศัตรูถาวร ของ นายใหญ่กับพวก ต้องอาศัยความร่วมมือจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งต้องผ่านวาระรับหลักการด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ 2 สภา หรือ 310 เสียง (ปัจจุบันมี ส.ส. 470 คน และ ส.ว. 150 คน รวม 620 คน)
หากเกิดปรากฏการณ์เสียงแตก-เสียงหลงขึ้นกับ ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล 83 เสียง โอกาสที่ พปช. จะฉีก รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ กลางสภาก็ย่อมริบหรี่ลงเห็นๆ เพราะขณะนี้มี ส.ว.ลากตั้งเดินอยู่ในสภาหินอ่อนถึง 74 คน
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะ 83 เสียงของ 5 พรรคการเมืองคือตัวค้ำเสถียรภาพของรัฐบาล
ตรงนี้ทำให้ พปช. ตกเป็นเบี้ยล่างของ 5 พรรคร่วมรัฐบาลไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตามใช่ว่า น้าหมักกับพวก พปช. ต้องโอนอ่อนผ่อนตามพรรคร่วมไปเสียทุกเรื่อง เพราะพปช. มี พลังเหนือ กว่าคนการเมืองพรรคอื่นอยู่ที่การยุบสภา ซึ่งถือเป็นอำนาจของนายกฯ เพียงคนเดียวเท่านั้น
อำนาจดังกล่าวของ สมัคร นอกจากจะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลลดความก้าวร้าวลงแล้ว ยังทำให้ฝ่ายค้านแหยงด้วย เนื่องจากในนาทีนี้ไม่ว่าไปถามคนการเมืองหน้าไหน ก็ไม่มีใครอยากลงเลือกตั้งใหม่ เพราะแต่ละพรรคไม่มีความพร้อมทั้งกระแส-กระสุน-ขุนพล
ดังนั้นแรงกดดันที่เกิดขึ้นภายในรัฐบาล สมัคร จึงเป็นเพียงการเดินเกมต่อรองและประสานผลประโยชน์เท่านั้น
จึงไม่แปลกอะไรหาก สมัครกับ รมต. พปช. จะยอมหลิ่วตา ทำทีไม่เห็นการเลียเศษเหล็ก กินซากอ้อย เพื่อซื้อใจบางพรรค หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะ รมต.ไทยรักไทยบีมีชั้นเชิงการเมืองสู้ นักการเมืองรุ่นเก๋า ไม่ได้
ขณะที่พรรคร่วมเองก็เริ่มส่ง ส.ส.วัยกระเตาะ ออกมาเต้นเชียร์ขบวนการไล่รื้อรัฐธรรมนูญแล้ว
ท้ายที่สุดภาพการต่อรอง-ขัดแย้ง-แสดงอำนาจระหว่าง สมัคร กับ พรรคร่วม จึงเป็นเพียงการแสดงละครการเมือง เพื่อกระชากเรตติ้ง และโกยทุนรอนไว้รองรับความไม่มั่นคงทางการเมืองเท่านั้น
เพราะในความเป็นจริงต่างฝ่ายต่างช่วยกันยื้อลมหายใจ และรักษาอำนาจในฐานะรัฐบาลไว้ให้นานที่สุด!!!
หน้า 11
| Hit : เสียง สมัคร พรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วม ขัดแย้ง เพราะ |














