สนช.ฉลุยกฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าววาระแรก ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา 27 คน ใช้เวลาแปรญัตติ 7 วัน โดยใช้ร่างของครม.เป็นหลัก
เมื่อเวลา 14.00 น วันที่ 25 เม.ย. การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ และร่างที่นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ สมาชิกสนช.เสนอ โดยมีเนื้อหาในลักษณะเดียวกัน
นางอรนุช โอสถานนท์ รมช.พาณิชย์ ชี้แจงหลักการและเหตุผลการเสนอกฎหมายนี้ว่า เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า คนต่างด้าว ให้หมายความรวมถึงนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย ที่คนต่างด้าวมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด การแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว การเพิ่มอัตราโทษปรับ และโทษจำคุกแก่บุคคลที่กระทำผิด การแก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลผู้กระทำความผิดซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการตกระทำผิดนั้น หรือมิได้จัดการทำตามสมควร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดนั้นต้องรับโทษตามที่กำหนดไว้
นางอรนุช กล่าวว่า สำหรับเหตุผลของการเสนอกฎหมายดังกล่าว เนื่องจากคนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจที่สงวนไว้ตามพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ผ่านนิติบุคคล ซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย โดยหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายด้วยการให้นิติบุคคลดังกล่าวออกหุ้นชนิดที่คนต่างด้าวมีสิทธิออกเสียงมากขึ้น หรือออกหุ้นชนิดที่คนไทยมีสิทธิออกเสียงได้น้อยลง และองค์ประกอบของคณะกรรมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ และอัตราโทษ ที่จะลงโทษแก่คนต่างด้าว ที่ประกอบธุรกิจสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาตในระดับต่ำทำให้เกิดความไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และการกำหนดธุรกิจบางประเภทในบัญชี 3 ท้ายพ.ร.บ.ไม่เหมาะสมกับปัจจุบัน จึงต้องปรับปรุงนิยาม คนต่างด้าว ให้รัดกุม เพื่อให้ครอบคลุมนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทยที่คนต่างด้าวมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น รวมถึงการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการให้เหมาะสม
ขณะที่นายสมชาย สกุลสุรรัตน์ สมาชิกสนช. ที่เสนอร่างพ.ร.บ.ในลักษณะเดียวกัน กล่าวถึงหลักการของร่างกฎหมายว่า ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมนิยาม คนต่างด้าว ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยให้รวมถึงกรณีที่คนต่างด้าวมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมดตามที่ปรากฏในรายการจำนวนหุ้น อันเป็นทุนชำระแล้วทั้งหมดในหนังสือบริคณห์สนธิของนิติบุคคลนั้นด้วย การแก้ไขให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของคนต่างด้าวผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจก่อนดำเนินการออกใบอนุญาต
รวมทั้งให้ตรวจสอบที่มาของทุนและคุณสมบัติของผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าว ตามคำจำกัดความในพ.ร.บ.นี้ที่เข้ามาร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว และตรวจสอบสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของการลงคะแนนเสียง ตามปรากฏในรายการจำนวนหุ้น อันเป็นทุนชำระแล้วทั้งหมดในหนังสือบริคณห์สนธิ การแก้ไขให้ผู้มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่มิใช่คนต่างด้าวตามพ.ร.บ.นี้ที่กระทำการโดยการให้คำปรึกษาแก่คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยจงใจหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพ.ร.บ.นี้ ให้รับโทษเช่นเดียวกับผู้ที่กระทำการ โดยการให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำการดังกล่าว และเพิ่มอัตราโทษให้กำหนดอัตราความผิดที่สูงขึ้น นอกจากนี้กำหนดให้กรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล ซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้น หรือมิได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนด
จากนั้นที่ประชุมได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสนช. อภิปรายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาบริษัทกุหลาบแก้ว จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้เพื่อคุ้มครองอาชีพของคนไทยแล้ว แต่บทนิยามของ คนต่างด้าว ยังแก้ไขไม่ครอบคลุม โดยบทนิยามเดิมกำหนดไว้เพียงการเป็นเจ้าของ แต่ร่างกฎหมายที่กำลังพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องสิทธิการออกเสียงแต่ยังไม่ครอบคลุมถึงอำนาจในการจัดการหรือควบคุม ซึ่งในหลักสากลคำว่าคนต่างด้าวต้องพิจารณาถึงอำนาจในการจัดการด้วย และในความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ได้พิจารณาเนื้อหาในร่างพ.ร.บ.นี้เห็นว่า การให้นิยาม คนต่างด้าว ยังไม่ครอบคลุม ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าควรให้ครอบคลุมนิติบุคคลที่คนต่างด้าวมีอำนาจควบคุมนิติบุคคลนั้นด้วย
นายบดินทร์ อัศวราณิชย์ สมาชิกสนช.อภิปรายว่า ร่างดังกล่าวยังมีช่องโหว่ จึงขอเสนอให้ต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยต้องจดแจ้งกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มีประวัติและสถิติของทางราชการ เพราะขณะนี้หน่วยราชการยังไม่รู้ว่าคนต่างด้าวเข้ามาประกอบกิจการอะไรในประเทศไทย และมีจำนวนเท่าใด นอกจากนี้ควรเปลี่ยนชื่อกฎหมายดังกล่าว เพราะชื่อร่างพ.ร.บ.ทำให้นักลงทุนต่างด้าวกลัว ดังนั้นไม่ต้องใช้คำตรงข้อความที่ว่า ควบคุม ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว แต่อาจหลักเลี่ยงคำอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นเหล่านี้
นายประมนต์ สุธีวงศ์ สมาชิกสนช. และประธานหอการค้าไทย อภิปรายว่า การแก้นิยามสิทธิในการออกเสียงที่ไม่ครอบคลุมถึงสิทธิในการบริหารถือว่ายังเปิดโอกาสให้กับนักลงทุน ดังนั้นการแก้ไขนิยามให้กระชับ แต่ไม่ถึงขั้นควบคุมการบริหารถือว่ามีความเหมาะสม เพราะการลงทุนของชาวต่างชาติ กฎหมายและกฎระเบียบถือเป็นหนึ่งในการพิจารณาของผู้ลงทุน ซึ่งนักลงทุนต้องการความสามารถในการบริหารจัดการและอำนาจในการจัดการ อย่างไรก็ตามธุรกิจหรือบัญชีที่มีการควบคุมควรกำหนดให้ชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนเกิดความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้โดยภาพรวมแล้วร่างกฎหมายที่มีการแก้ไขควรได้รับความเห็นชอบในหลักการ
จากนั้นนางอรนุชชี้แจงอีกครั้งว่า ในส่วนปัญหาที่สมาชิกตั้งข้อสังเกตเรื่องนิยามคำต่างด้าวที่ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องการควบคุมนั้น การแก้ไขในเรื่องการออกเสียงจะครอบคลุมอยู่แล้ว เพราะการควบคุมจะกระทำได้โดยการออกเสียง การแก้ไขร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นสิ่งที่อยู่ในอำนาจของรัฐบาลไทยโดยไม่มีการละเมิดพันธะกรณีต่อต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีบทเฉพาะกาลที่บางบริษัทที่กลายเป็นบริษัทต่างด้าวที่เป็นผลจากกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบรับหลักการร่างกฎหมายนี้ในวาระแรกด้วยมติเอกฉันท์ ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา 27 คน ใช้เวลาแปรญัตติ 7 วัน โดยใช้ร่างของครม.เป็นหลัก
| Hit : สมาชิกสนช คนต่างด้าว อภิปรายว่า เสนอ สกุลสุรรัตน์ ควบคุม หุ้นส่วน ใช้เวลาแปรญัตติ โดยใช้ร่างของครม |














