อสังหาฯเผชิญวิบากกรรมต่อเนื่อง แบงก์ยังสกรีนเข้มก่อนปล่อยกู้ซื้อบ้าน พิจารณาละเอียดยิบทั้งรายได้ รายจ่าย เงื่อนไขปลีกย่อย เผยกลุ่มที่เคยมีปัญหาเอ็นพีแอลเจอหนัก ถูก blacklist ตั้งแต่ 1-10 ปีหมดสิทธิได้รับอนุมัติสินเชื่อ ด้านใบโพธิ์-บัวหลวง-รวงข้าว-กรุงศรีฯ แข่งอัดแคมเปญร่อนลูกค้ากลุ่มพรีเมี่ยมเข้าพอร์ต เมินปล่อยกู้ลูกค้าเกรดรองๆ
แหล่งข่าวจากวงการพัฒนาที่ดินเปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่า แม้เวลานี้สถาบันการเงินเกือบทุกแห่งจะหันมาให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่ในภาพรวมยังกำหนด หลักเกณฑ์เงื่อนไขในการอนุมัติสินเชื่ออย่างเข้มงวด เห็นได้จากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นธนาคารไทยพาณิชย์, กสิกรไทย, กรุงศรีอยุธยา, กรุงเทพ ฯลฯ แม้จะแข่งกันทำตลาด ด้วยการออกแคมเปญหลากหลายรูปแบบ เช่น ธนาคารกสิกรไทย ออกแคมเปญบริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยถึงบ้าน, สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1% 3 เดือนแรก จากนั้นเลือกอัตราดอกเบี้ยได้ 6 แบบ ธนาคารยูโอบี อัตราดอกเบี้ยซื้อบ้านในโครงการที่ธนาคารสนับสนุน กรณีสมัครประกันชีวิต เดือน 1-6 ดอกเบี้ย 1.99% เดือน 7-12 ดอกเบี้ย 3.99% จากนั้น MLR-1% ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าเกรดเอเป็นหลัก ขณะที่ลูกค้าระดับรองลงมาไม่มีทางเลือก ต้องพึ่งพาธนาคารรัฐคือธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ผ่อนปรนมากกว่า
ทำให้การขอสินเชื่อของลูกค้ากลุ่มรองๆ และกลุ่มล่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยประสบปัญหาด้านการเงิน หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มาก่อน เป็นไปได้ยากและจะถูกเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยแต่ละธนาคารจะกำหนดเกณฑ์การวิเคราะห์สินเชื่อให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อพิจารณาเป็นรายๆ รวมทั้งขึ้น blacklist จนกว่าจะผ่านพ้นเวลาที่กำหนดจึงจะพิจารณาให้สินเชื่อ
เช่น กรณีลูกค้าเคยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และปิดปัญชีแล้ว หากผิดนัดชำระหนี้เกิน 300 วัน จะถูก blacklist 10 ปี ผิดนัดชำระหนี้เกิน 60 วัน แต่ไม่ถึง 300 วัน blacklist 5 ปี ปรับโครงสร้างหนี้ถูก blacklist 3 ปี ผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตเกิน 60 วัน ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว blacklist 1 ปี ผิดนัดชำระหนี้บัตรเดรดิตเกิน 180 วัน ปิดบัญชีแล้ว blacklist 3 ปี เป็นต้น (ตาราง)
แหล่งข่าวกล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อบ้านในวันนี้แตกต่างจากช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากแบงก์ไม่ได้แข่งขันปล่อยกู้อย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนในอดีต แต่จะเน้นปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่มีความสามารถในการผ่อนชำระจริงๆ และเป็นเรียล ดีมานด์เท่านั้น โดยการเพิ่มหลักเกณฑ์ในการปล่อยกู้มากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย และหลีกเลี่ยงปัญหาต้องตั้งสำรองตามเกณฑ์เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงฉบับใหม่ของ BIS (Basel 2)
แหล่งข่าวกล่าวว่า ปัจจุบันหลักเกณฑ์ในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ 1.การคำนวณรายได้ผู้กู้ โดยจะคิดจากเงินเดือน เงินออม โบนัส ค่าล่วงเวลา คอมมิสชั่นที่เข้าบัญชี เบี้ยเลี้ยง เงินที่ได้จากสิทธิประโยชน์หรือ allowance พันธบัตร หุ้นกู้ประกันชีวิต เงินกองทุน รายได้พิเศษที่เข้าบัญชีและมีที่มาของรายได้ที่ชัดเจน และคอมมิสชั่นที่มีใบเสียภาษีถูกต้องชัดเจน
2.การคำนวณหักค่าใช้จ่าย วงเงินกู้ที่ต้องชำระเป็นงวด (การผ่อนบ้านและรถยนต์) สินเชื่อบุคคล บัตรเครดิตหัก 10% และบัตรเครดิตหัก 5% ของยอดหนี้ทั้งหมดที่ใช้จ่าย เงินสดพร้อมใช้คิด 5% ของยอดรวมค่าใช้จ่าย วงเงิน OD มีหลักทรัพย์ค่ำประกันซึ่งคิดเฉพาะส่วนดอกเบี้ย เงินหักเข้ากองทุนหรือหักเข้าสหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ
และ 3.เงื่อนไขปลีกย่อยที่ใช้ในการพิจารณาในกรณีที่ไม่สามารถกู้ได้ ประกอบด้วย เงินเดือนสูงแต่ไม่มีเงินออม รับเงินเดือนเป็นเงินสดโดยไม่เข้าบัญชี และไม่มีใบเสียภาษี ทำธุรกิจโดยไม่จดทะเบียนการค้า ไม่มีที่ทำการที่แน่นอนรวมถึงรายได้ไม่เข้าบัญชี และกลุ่มอาชีพที่มีรายได้หลักจากการคอมมิสชั่นซึ่งไม่ได้เสียภาษี ฯลฯ
โดยธนาคารพาณิชย์รายใหญ่จะเน้นปล่อยกู้ให้ลูกค้าพรีเมี่ยมที่ผ่านการวิเคราะห์คุณสมบัติแบบ ละเอียดถี่ยิบในหลักเกณฑ์กลุ่มที่ 1 และ 2 ทุกกรณี เช่น ธนาคารกสิกรไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงเทพ, กรุงศรีอยุธยา แต่ลูกค้ากลุ่มนี้มีสิทธิจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารนำเสนอต่ำกว่าตลาด ขณะที่ธนาคารระดับกลางและรายเล็ก อาจมีข้อยกเว้นในการพิจารณาบางรายการ ส่วนธนาคารรัฐอย่าง ธอส.เงื่อนไขการปล่อยกู้จะผ่อนปรนมากขึ้นอีก
หน้า 10
| Hit : blacklist กรุงศรีอยุธยา กรุงเทพ เดือน ธนาคารกสิกรไทย บัตรเครดิตหัก แหล่งข่าว ดอกเบี้ย |














