เสนาดีเวลลอปเม้นท์ รุกตลาดคอนโดฯ เกาะแนวรถไฟฟ้าเต็มตัว วางเป้า 30% จากรายได้รวม วางแผนปั้น 3 แบรนด์เจาะตลาดเซ็กเมนต์กลางบน-กลางล่าง พ.ค.นี้ประเดิมเปิดคอนโดฯแบรนด์ใหม่ย่านห้วยขวาง เผยมีกองทุนต่างชาติมาเจรจา
ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากนโยบายของบริษัทที่ได้ปรับพอร์ตการลงทุนใหม่ โดยหันมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมรองรับความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้น จากเดิมที่พัฒนาเฉพาะโครงการแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ นับตั้งแต่ ปี 2551 เป็นต้นไปบริษัทตั้งเป้ารายได้จากคอนโดฯคิดเป็นสัดส่วน 30% โดยจะมีโครงการเจาะกลุ่มลูกค้าครอบคลุมตลาดระดับกลางบนและกลางล่างรวมทั้งสิ้น 3 แบรนด์ โดยมีแบรนด์ The Niche (เดอะนิช) เน้นจับตลาดระดับกลางเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ครอบครัวเฉลี่ย 3-5 หมื่นบาท/เดือน ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างเปิดขายคือ The Niche สุขุมวิท 49 ราคา ตร.ม.ละ 5.4 หมื่นบาท และลาดพร้าว 48 ราคา ตร.ม.ละ 3.4 หมื่นบาท
สำหรับคอนโดฯแบรนด์ที่ 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปชื่ออย่างเป็นทางการ โดยเตรียมเปิดตัวโครงการในเดือนพฤษภาคมนี้ บนเนื้อที่เกือบ 2 ไร่ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวาง เน้นจับกลุ่มเป้าหมายระดับกลางบน เบื้องต้นวางแผนพัฒนาเป็น คอนโดฯไฮไรส์สูง 25 ชั้น ประมาณ 200 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 800 บาท หรือ เฉลี่ย 6-7 หมื่นบาท/ตร.ม.
แนวคิดของเสนาฯคือทำคอนโดฯรองรับกลุ่มลูกค้ารายได้น้อย-ปานกลาง เพราะเท่าที่ทราบประชากรในกรุงเทพฯจำนวนถึง 90% มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 3 หมื่นบาท/เดือน และในจำนวนนี้ 70% ที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท/เดือน
สำหรับโครงการเดอะนิช สุขุมวิท 49 หลังจากเปิดขายมาเกือบ 1 ปี ปัจจุบันมี ยอดขายแล้ว 90% ส่วนเดอะนิช ลาดพร้าว 48 เปิดขายมา 2 เดือน มียอดขายแล้ว 20% หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 10 ยูนิต ถือว่าเป็นไปตามเป้า อย่างไรก็ตามหลังจากรัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดภาษีค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีธุรกิจเฉพาะ ปรากฏว่าเดือนมีนาคมนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ขอชะลอการโอนบ้าน ต้องการรอให้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อน
แต่เชื่อว่าแรงกระตุ้นจากการบังคับใช้มาตรการครั้งนี้จะแตกต่างจากที่เคยนำมาใช้เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากขณะนั้นมีความต้องการซื้อบ้านสะสมจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จำนวนมาก ทำให้หลังจากบังคับใช้มาตรการแล้วทุกบริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับความคืบหน้าการนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขอรอดูสถานการณ์ที่ชัดเจนจนถึงช่วงไตรมาส 2 นี้หากทุกอย่างชัดเจนคาดว่าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯได้ภายในปลายปีนี้ เพราะปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจประเทศมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น สังเกตว่าจากปัญหาซับไพรมในประเทศอเมริกา ทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน














