รมว.คลังยันมาตรการลดภาษีและค่าโอนครอบคลุมถึงบ้านมือสองทั้งในและนอกโครงการจัดสรร ขรรค์ ประจวบเหมาะ เผยกำลังศึกษาแผนกระตุ้นบ้านมือสองโดยตรง ด้านโบรกเกอร์เล็งเสนอรัฐอัดมาตรการช่วยระยะยาว
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจสอบร่างกฎหมายจากที่ภาครัฐได้ออกมาตรการลดภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าโอนบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างรอลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยจะครอบคลุมถึงการซื้อขายและโอนบ้านใหม่และบ้านมือสองไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกโครงการจัดสรร ส่วนที่ดินเปล่าจะได้รับสิทธิการลดภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่ภาษีซื้อ-ขายไม่เข้าข่าย
ขณะที่นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า มาตรกระตุ้นบ้านมือสองขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอการศึกษาอีกระยะหนึ่งหลังมาตรการลดภาษีและค่าโอนจะมีผลประกาศใช้ได้ประมาณกลางเดือนเมษายนนี้
ยังบอกไม่ได้ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาใช้กระตุ้นสำหรับบ้านมือสองบ้าง ขอดูแนวโน้มหรือทิศทางตลาดอีกครั้ง เท่าที่ทราบตอนนี้ตลาดบ้านมือสองมีผู้บริโภคสนใจเข้ามาซื้อมากขึ้น เพระส่วนใหญ่อยู่ในทำเลดี ใกล้กับแหล่งงาน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ นายขรรค์กล่าว
ด้านนายแพทย์สมศักดิ์ มุนีพีระกุล นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ กล่าวกับ ประชาชาติธุรกิจ ว่า สมาคมมีความเห็นว่าธุรกิจบ้านมือสองน่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการลดภาษีและค่าโอนด้วย เพราะจะทำให้ผู้ซื้อเซฟเงินในกระเป๋าอย่างน้อย 3% แม้จะไม่ได้อยู่ในโครงการจัดสรร
เร็วๆ นี้สมาคมจะเสนอมาตรการช่วยเหลือธุรกิจบ้านมือสองในระยะยาวต่อรัฐบาล เช่น ผู้ขายบ้านมือสองไม่จำเป็นต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน แต่ให้ถือครองเป็นเวลา 1 ปี หรือกำหนดอัตราการเก็บภาษีเฉพาะแบบขั้นบันได เช่น ถือครอง 1 ปี เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 2% ถือครอง 2 ปี เสีย 1% มากกว่า 3 ปี เสีย 0.1% ฯลฯ เพราะวิธีนี้น่าจะป้องกันการเก็งกำไรได้ นายสมศักดิ์กล่าว
ส่วนนายวิศิษฐ์ คุณาทรกุล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เรียลตี้เวิลด์ อัลไลแอนซ์ จำกัด กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นยังไม่มีความชัดเจนในหลายๆ ประเด็น เช่น ผู้ซื้อบ้านมือสองจะได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนกับผู้ที่ซื้อบ้านใหม่หรือไม่
ตอนนี้สับสนมาก มีคนในวงการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการกระตุ้นให้สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ซื้อบ้านมือสองในโครงการจัดสรรเท่านั้น ซึ่งไม่ยุติธรรมกับคนที่ซื้อบ้านมือสองอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในโครงการจัดสรร นายวิศิษฐ์กล่าวและว่า
หากเป็นอย่างนั้นเท่ากับว่ารัฐบาลไม่ได้เปิดกว้างสำหรับธุรกิจบ้านมือสอง เนื่องจากบ้านในโครงการจัดสรรที่อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นภาษีในตลาดมีเพียง 40% เท่านั้น ขณะที่บ้านมือสองนอกโครงการจัดสรรมีมากถึง 60% ของตลาดรวม มีการซื้อขายอยู่ในปัจจุบันถึง 2 แสนยูนิต จึงอยากให้รัฐส่งเสริมธุรกิจบ้านมือสองอย่างจริงจังทั้งระบบในระยะยาว
ผลของมาตรการกระตุ้นในระยะสั้นอาจมีการเก็งกำไรบ้าง แต่ในระยะยาวจะทำให้เกิดสภาพคล่องจำนวนมาก ซึ่งจะ ส่งผลถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ด้วย
หน้า 10














