สัมภาษณ์
ไม่มากไม่น้อยกับอายุงาน 18 ปี บนถนนสายธุรกิจรับสร้างบ้าน นับแต่ชื่อแรก เมคเคอร์ แอนด์ เดคเคอร์ จนกลายมาเป็น เมคเคอร์โฮม และอายุตัว 46 ปี ที่ขึ้นมารั้งเก้าอี้ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน คนที่ 3
พันธุ์เทพ ทานชิติกุล ไม่เพียงแต่ เปิดบ้าน (open house) เมคเคอร์โฮม ริมทางด่วนแจ้งวัฒนะเป็นครั้งแรก ในโอกาสเดียวกันเขายังได้เปิดมุมมองผ่านประสบการณ์เพื่อฉายภาพอนาคตวงการ รับสร้างบ้านของเมืองไทย ซึ่งฟันธงมาแล้วว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านต้อง rethinking concept เพื่อความอยู่รอด
ประสบการณ์ของเมคเคอร์โฮม
เมคเคอร์โฮมคือผู้รู้จริงเรื่องการสร้างบ้าน เรากล้าพูดว่าเป็นคนกำหนดมาตรฐานธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นรายแรกเสมอที่แนะนำวัสดุใหม่ๆ แบบบ้านใหม่ๆ แนวคิดการสร้างบ้านใหม่ๆ ให้กับวงการ
วันนี้แนวคิดเรื่องบ้านประหยัดพลังงานอาจจะกลายเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับปี 2539 ถือเป็นเรื่องใหม่มากๆ และเราเป็นเจ้าแรกที่นำเสนอบ้านประหยัดพลังงาน เราพูดต่อเนื่องจนถึงวันนี้
เมคเคอร์โฮมอาจจะเป็นบริษัทออกแบบบ้าน และสร้างบ้านมาแล้วเป็นพันหลัง แต่เวลาพูดถึงคำว่า บ้าน พวกเราจะนึกถึงบ้านสูตรสำเร็จ มี 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 1 ห้องครัว 1 ที่จอดรถ แต่นิยามของเราคือต้องสร้างบ้านที่เหมาะสมกับเจ้าของบ้านนั้นเท่านั้น คนอื่นอาจจะเรียกว่าแบบบ้านมาตรฐาน แต่สำหรับเรานี่คือ บ้านต้นแบบ
กว่าที่เราจะกล้าเคลมว่า บ้านต้นแบบ ทำได้จริง เราได้พัฒนาขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียดทุกจุด มี KPI หรือดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพองค์กร ซึ่งเราทำมานาน 6 ปี ตั้งแต่ปี 2547-2551
เราไม่ได้ต้องการเป็นบริษัทรับสร้างบ้านที่ใหญ่ที่สุด แต่ต้องการให้ถึงเวลาใครคิดอยากจะสร้างบ้านต้องคิดถึงเมคเคอร์โฮมแห่งแรก จะทำอย่างนั้นได้เราต้องแสดง ให้เห็นว่าสามารถมอบประสบการณ์ที่ดีในการสร้างบ้านให้ลูกค้าได้ คือ 1)บ้านมีคุณภาพ 2)ระหว่างสร้างบ้าน ต้องมีความประทับใจในการให้บริการ และ 3)งานแล้วเสร็จตรงเวลา
สิ่งที่เราทำมา 6 ปีเต็มยังต้องปรับปรุงอีกเรื่อยๆ แต่ก็เชื่อว่าเราใช้งานได้ระดับหนึ่งโดยเลือกวิธีการวัดให้เป็นตัวเลขทางคณิตศาสตร์ พอดีว่าตอนเริ่มคิดจะวัดผล รถยนต์ยี่ห้อมาสด้า 3 กำลังฮิต เราก็เลยสร้างศัพท์เทคนิคของเราขึ้นมาว่า maker 3 ก็คือการสร้างเส้นกราฟ 3 เส้นมาไว้ใน โปรแกรมสถิติอันเดียวกัน
ผลการวัดพบว่า ปี 2547 บริษัทมีปัญหาเรื่องการก่อสร้างให้เสร็จตรงเวลา เพราะมีงานเข้ามาจำนวนมาก จนเกินกว่าความสามารถจะรองรับ ทำให้ก่อสร้างเริ่มล่าช้า ลูกค้าไม่พอใจ แต่คุณภาพงานก่อสร้างเราไม่เคยตก แสดงว่า ช้าแต่ชัวร์
เราวัดไปเรื่อยๆ สิ่งที่เห็นคือ บริษัท น่าจะมีปัญหา จึงเริ่มคิดวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้ KPI ทำดัชนีชี้วัดการทำงานของแต่ละหน่วยงาน ต้องแก้ปัญหาให้ได้ ถึงทำงานดีแต่ช้าก็ไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจ จนกระทั่งเส้นกราฟช่วงต้นคือปี 2547 กับช่วงท้ายคือปี 2551 มีผลการชี้วัดออกมาว่า บริษัทมีพัฒนาการด้านประสิทธิภาพที่สูงขึ้น
สิ่งที่ผมต้องการบอกคือ อยากให้เข้าใจว่าเราทำครบทุกมุม ไม่ใช่แค่ก่อสร้าง ดีไซน์ แต่ยังมีมิติการวัดผลด้วย
คอนเซ็ปต์ rethinking
สถานการณ์ตลาดรับสร้างบ้านตอนนี้ถึงทาง 3 แพ่งพอดี ทั้งภาวะต้นทุนก่อสร้าง สูงขึ้น ต้นทุนยังแกว่งทำให้ชะงักงันกันหมด คนขายก็หยุดขาย คนซื้อก็เริ่มลังเล
ตอนนี้ราคาวัสดุขึ้นผิดธรรมชาติ ปกติเอเย่นต์จะต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า 3-4 เดือน ปรากฏว่ากระทรวงพาณิชย์ผ่อนผันให้มีการปรับราคาได้ เราก็เลยไม่รู้ล่วงหน้า วันนี้การปรับราคาแทบจะแจ้งราคาสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ซึ่งทุกคนในวงการรับสร้างบ้านเจอเหมือนกันหมด ต้องรับ (ความเสี่ยง) ไปก่อน สิ่งที่จะต้องคิดคือพรุ่งนี้จะทำอย่างไรสำหรับงานใหม่ๆ เริ่มจากกระบวนการทำงาน วัสดุ การออกแบบใดๆ ที่ลงทุน 100 แต่คนคิดว่าได้ 80 อาจจะต้องมาดูว่าทำยังไงลงทุนแค่ 60 แต่คนคิดว่าได้ 80 เท่าเดิม นี่คือ rethinking
สิ่งท้าทายที่สุดคือการบริหารวัสดุก่อสร้างให้คุ้มค่า ให้โดดเด่นตามคุณสมบัติวัสดุแต่ละอัน ประหยัดให้มากที่สุด แต่ใช้งานได้อย่างดี
งานของสมาคมรับสร้างบ้าน
ปีนี้ทำ 2 เรื่องหลัก เรื่องแรก จัดตั้งศูนย์ข้อมูล (data base) ที่เป็นประโยชน์สำหรับสมาชิกรับสร้างบ้านจริงๆ กับเรื่องที่สอง คือ สนับสนุนให้มีซัพพลายเชนในธุรกิจ ให้คนเข้ามาสนับสนุนการก่อสร้างมากขึ้น ไม่ว่าเซ็กเตอร์แรงงาน กลุ่มเทคนิเชียนทั้งหลาย หน้า 12














