โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย (AREA)
10 กันยายน 2551 ในที่ประชุมของสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (International Association of Assessing Officers: IAAO) ได้จัดการประชุมในหัวข้อสถานการณ์ subprime กับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์อเมริกา สรุปความที่น่าสนใจมานำเสนอดังนี้
Subprime Lending หรือการให้สินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงโดยพิจารณาจากหลักประกันและฐานะของผู้กู้นั้น ได้ก่อให้เกิดวิกฤตปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในวงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐอเมริกา และส่งผลต่อกิจกรรมอื่นๆ ทางเศรษฐกิจ
ความวิบัติในวงการที่อยู่อาศัยสหรัฐอเมริกาเริ่มตั้งแต่ช่วงปี 2546-2548 ที่มีการอำนวยสินเชื่อชนเพดาน 100% ของมูลค่าบ้าน และในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการเคลื่อนย้ายทุนในตลาดหลักทรัพย์เข้ามาในตลาดอสังหาริมทรัพย์สูงมาก ความเลวร้ายเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในช่วงปี 2548-กลางปี 2550 ที่มีการอำนวยสินเชื่อที่ให้ผ่อนชำระแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งแสดงถึงการปล่อยสินเชื่ออย่างประมาทและ ไร้วินัยอย่างที่สุด รวมถึงการประกันการจัดจำหน่ายเครื่องมือทางการเงินกันอย่างขาดการวิเคราะห์ที่ดีกันอย่างกว้างขวาง
และด้วยการขาดวินัยทางการเงินเช่นนี้ จึงทำให้เกิดวิกฤติซับไพร์มขึ้นในช่วงปี 2550 เป็นต้นมา เกิดการหดตัวของสินเชื่อ และเกิดคำถามสำคัญขึ้นว่าแล้วผู้ควบคุม (regulator) หายไปไหน ไม่ได้ทำหน้าที่ อันควรหรืออย่างไร
ผลจากวิกฤต subprime ทำให้การขายบ้านใหม่ในตลาดลดลง การขายบ้าน มือสองในตลาดก็ลดลงอย่างเด่นชัดไปด้วย ทั้งนี้คงเป็นเพราะความเข้มงวดของสินเชื่อในปัจจุบัน
ประเด็นที่มีการวิตกกันมากก็คือวิกฤต subprime ในขณะนี้จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเพียงใด ซึ่งก็ปรากฏอาการสำคัญว่า ขณะนี้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคลดลง อัตราผลกำไรของธุรกิจต่างๆ ลดลง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯลดลง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาคือการส่งออกดีขึ้น ธุรกิจบริการด้านการรักษาพยาบาลเติบโตขึ้น ธุรกิจมีความระมัดระวังมากขึ้นในการขยายตัว กำลังซื้อที่ยังมีอยู่สูงมากของสหรัฐอเมริกา และเชื่อว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นต่างๆ ตามมาเพื่อแก้ปัญหา
ดังนั้น จึงดูเหมือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังมีความหวังที่ดี อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์แง่บวกข้างต้นนั้น เป็นผลพวงของการหดตัวของเศรษฐกิจมากกว่า
สิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงภาวะตกต่ำของ เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาก็คือ การตกต่ำอย่างรุนแรงของตลาดที่อยู่อาศัย การตกต่ำของธุรกิจหลัก 3 รายการคือ รถยนต์ การบิน และการเงิน และการที่ต้นทุนสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ และคาดว่ามูลค่าความ เสียหายในวิกฤต subprime นี้จะมีอีกถึง 7 ล้านล้านบาท (200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
ท้ายที่สุด หากประเมินจากความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา อาจกล่าวได้ว่า วิกฤต subprime นี้ก็คงคล้ายกับวิกฤต saving and loans ซึ่งก็มีลักษณะคล้ายกันและเกิดในช่วงปี 2530-2532 และต่อเมื่อได้ทำการชำระล้างในวงการสินเชื่อให้มีระเบียบ มากขึ้น วิกฤตนี้ก็จะคลี่คลาย
จึงอาจถือได้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐคงอยู่ในช่วงขาลงตามวัฏจักรอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าจะเป็นการพังทลายของเศรษฐกิจโดยรวม หน้า 7
| Hit : subp 2548 2550 |














