มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งลดภาษีน้ำมัน-ภาษีที่ดิน-ภาษีธุรกิจเฉพาะของรัฐบาลกระทบชิ่งการจัดเก็บรายได้ กทม. ปี51 พลาดเป้า 1,000 ล้านบาท กัดฟันตั้งเป้าการจัดเก็บปี 52 ปั๊มรายได้เพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท พร้อมลุยเช็กบิล ทอท.-รฟม. เตรียมฟ้องบังคับชำระภาษีค้างจ่ายรวมกว่า 1,449 ล้าน หลังยืดเยื้อมาหลายปี
นายปรีชา สุขสนเทศ ผู้อำนวยการสำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่า ประมาณการรายได้ประจำปี 2551 โดยรวมคาดว่าจะจัดเก็บได้ประมาณ 44,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 45,000 ล้านบาทอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท เนื่องจาก รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 34,000 ล้านบาท ลดลงประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่รายได้ในส่วนของ กทม. จัดเก็บเองเกินเป้าที่ตั้งไว้จำนวน 11,000 ล้านบาท โดยสามารถจัดเก็บเองจำนวน 11,500 ล้านบาท
รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้ กทม.มี 3 รายการ คือภาษีสรรพสามิต ภาษีที่ดิน และภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งทั้ง 3 รายการดังกล่าวรัฐได้ลดภาษีน้ำมัน ลดค่าภาษีการทำนิติกรรม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้า จึงเป็นตัวดึงทำให้รายได้โดยรวมของ กทม.ลดลง
สำหรับในปีงบประมาณ 2552 กทม.ตั้งเป้าจะจัดเก็บรายได้ทั้งหมด 46,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในการจัดเก็บ เนื่องจากไม่ได้ตั้งเป้าสูงมากนัก และปัจจุบัน กทม.มีการพัฒนาการจัดเก็บภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น การใช้แผนที่ภาษี เป็นต้น จึงทำให้การจัดเก็บ รายได้ไม่ตกหล่นเหมือนที่ผ่านมา
นายปรีชากล่าวต่อว่า ขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างประเมินตัวเลขการจัดเก็บภาษี โรงเรือนในส่วนของโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2547 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเสียภาษีส่วนนี้เข้ามา
ทั้งนี้ช่วงที่ผ่านมาสาเหตุที่ยังไม่จัดเก็บเป็นเพราะ กทม.เห็นว่ารถไฟฟ้าสายนี้เพิ่งจะเปิดให้บริการ ยังไม่มีรายได้เข้ามา จึงชะลอการจัดเก็บออกไปก่อน ล่าสุดทาง กทม.ประเมินดูแล้วโครงการนี้เริ่มมีรายได้เข้ามาพอสมควร และมีกำลังพอที่จะจ่ายภาษีได้แล้ว จึงเริ่มประเมิน โดยจะประเมินย้อนหลังตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน คาดว่าจะจัดเก็บและเป็นรายได้ของปีงบประมาณ 2552
นอกจากนี้ กทม.เตรียมดำเนินการฟ้องร้องคดีกับทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ในส่วนของการประเมินรายได้การเสียภาษีจำนวนกว่า 1,400 ล้านบาท และ ทอท.ค้างชำระมาหลายปีจนถึงปัจจุบัน โดยทาง ทอท. อุทธรณ์ภาษีโดยระบุว่า กทม.ประเมินภาษีเกินจริง และทางคณะกรรมการชี้ขาดคดีระหว่างรัฐวิสาหกิจที่มีข้อพิพาทกันมีมติให้ กทม.เก็บบางส่วนแค่ 20% หรือให้ลดภาระภาษีลง 500 ล้านบาท เท่ากับเป็นภาษีโรงเรือนที่ ทอท.ต้องจ่ายจริงเพียง 900 ล้านบาทโดยประมาณ
อย่างไรก็ตามทาง กทม.เห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการชี้ขาดฯ ได้เนื่องจากขัดกับพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน ดังนั้นจึงยืนยันการประเมินภาษีโรงเรือน ทอท.จำนวนกว่า 1,400 ล้านบาท และอยู่ระหว่างประชุมหาข้อสรุปว่าจะฟ้องดำเนินคดีหรือไม่ภายใน 1 เดือนนี้
เรื่องนี้จะต้องรอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่มาเป็นผู้พิจารณาตัดสินใจว่าจะมีนโยบายยังไงต่อไป ถ้า กทม. สามารถฟ้องบังคับคดีได้จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
ในส่วนของ รฟม. กทม.ได้แจ้งไปยัง รฟม.ให้เสียภาษีโรงเรือนจำนวน 49 ล้านบาทหลายรอบแล้ว แต่ รฟม.ไม่ได้มายื่นภาษี โดยแจ้งว่ายังไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ ตอนนี้กำลังพิจารณาดูว่าจะฟ้องบังคับให้ รฟม.มาดำเนินการเสียภาษีได้หรือไม่ โดยจะแจ้งไปตามมาตรา 24 ทวิ ของ พ.ร.บ. ภาษีโรงเรือน
สำหรับการประเมินภาษีโรงเรือนของ รฟม.ในเบื้องต้นจำนวน 49 ล้านบาทนั้น ทาง กทม.อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขว่าถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากดูแล้วเป็นวงเงินที่น้อยเกินไป อาจจะเป็นเพราะว่าทางรถไฟฟ้าใต้ดินเพิ่งจะเปิดพื้นที่พาณิชย์ภายในสถานีแค่ 2 สถานี คือสุขุมวิทและพหลโยธิน แต่ปัจจุบันทราบมาว่าได้มีการเปิดพื้นที่เช่าในสถานีเพิ่มอีก 2 สถานี ดังนั้นจึงต้องทบทวนตัวเลขอีกรอบหนึ่ง จากนั้นจะประสานไปยัง รฟม.เพื่อให้มาชำระภาษีต่อไป หน้า 8
| Hit : ล้านบาท 2551 สถานี ภาษีที่ดิน ภาษีธุรกิจเฉพาะ 2547 |














