รายงาน
ปี 2549 แม้ปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจ และการเมืองจะทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลง แต่สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯจำนวน 24 บริษัท ที่เปิดตัวเลข ยอดรายได้กลับสูงถึงเกือบแสนล้านบาท นับเป็นตัวเลขใกล้เคียงหรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย เห็นได้ชัดจากตัวเลขของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุด คือ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มีรายได้รวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ลดลงจาก 23,923 ล้านบาท ในปี 2548 เหลือเพียง 19,552 ล้านบาท
ปรากฏการณ์ดังกล่าว รศ.ดร.บัณฑิต จุลาสัย อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำผลการสำรวจวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัท อสังหาริมทรัพย์ในปี พ.ศ.2549 พบว่า ไม่เพียงแต่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ยอดรายได้ลดลง แต่ภาวะเดียวกันยังเกิดขึ้นกับอีกกว่า 10 บริษัท
14 บริษัทรายได้รวม 91%
ผลการสำรวจวิเคราะห์ดังกล่าว คัดเลือกเฉพาะบริษัทที่ทำธุรกิจสร้างบ้านขายเป็นหลักจำนวน 24 บริษัท พบว่า บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทำรายได้สูงสุด เกือบ 2 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับ 1 ใน 5 ของรายได้รวมทุกบริษัท อันดับ 2 บมจ.แสนสิริ ข้อสังเกตคือ เป็นปีแรก ที่ทำรายได้เกิน 1 หมื่นล้านบาท หรือเท่ากับ 1 ใน 10 ของรายได้รวมทุกบริษัท
ใกล้เคียงกับ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ อยู่ในอันดับ 3 รายได้ 11,115 ล้านบาท ถือเป็นรายได้ที่ หายใจรดต้นคอ บมจ.แสนสิริทีเดียว ส่วน บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท และ บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ อยู่ในอันดับที่ 4 และ 5 มีรายได้ใกล้เคียงกัน คือ 8,203 และ 7,128 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7 หรือ 8 ของรายได้รวมทุกบริษัท
ลำดับต่อมามีรายได้ใกล้เคียงกัน อยู่ประมาณ 4-5 พันล้านบาท (5,020 4,693 และ 4,533 พันล้านบาท) ได้แก่ บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอป เมนท์ บมจ.ศุภาลัย และ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค
สำหรับบริษัทที่มีรายได้ในกลุ่ม 2-3 พันล้านบาท มีจำนวน 6 บริษัท ได้แก่ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (3,668 ล้านบาท) บมจ.ปริญสิริ (2,960 ล้านบาท) บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (2,505 ล้านบาท) บมจ.มั่นคงเคหะการ (2,019 ล้านบาท) บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (1,986 ล้านบาท) และ บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (1,9276 ล้านบาท)
เมื่อรวมรายได้ของทุกบริษัทที่กล่าวมา 14 บริษัท พบว่ามียอดรวมรายได้ 86,797 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 91 ของรายได้ทุกบริษัทรวมกัน นั่นหมายความว่า 10 บริษัทที่เหลือเป็นบริษัทขนาดเล็ก มีรายได้รวมกันไม่ถึงร้อยละ 10 ของยอดรายได้รวมทุกบริษัท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยตกอยู่ในมือบริษัทมหาชนขนาดใหญ่ โดยบริษัทที่มีรายได้สูงสุดนั้น มีส่วนแบ่งในตลาดถึง 1 ใน 5 และรายได้ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 อยู่ในมือของ 10 กว่าบริษัทเท่านั้นเอง
เครือแลนด์ฯครองตลาด 40%
อาจารย์บัณฑิต ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจด้วยว่า หากนับรวมเฉพาะกลุ่มบริษัทในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (รวมกับเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ฯ และคิวเฮ้าส์) ตัวเลขรายได้รวมของ 3 บริษัทสูงถึง 3.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของรายได้รวมทุกบริษัท
ดังนั้น บริษัทขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่ในธุรกิจอสังหาฯคงจะต้องจับตามอง 3 บริษัทมหาชนนี้ให้ดี ด้วยเหตุที่ว่า ช่วงสองปีหลังมานี้ แต่ละบริษัทเริ่มแบ่งตลาดประเภทสินค้าอย่างชัดเจน โดย บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ผลิตบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ ผลิตบ้านจัดสรรราคาแพงและอาคารสำนักงาน ส่วน บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ผลิตทาวน์เฮาส์ในเมือง ได้แก่ โครงการบ้าน กลางกรุง บ้านกลางเมือง ที่ได้รับความนิยม
บริษัทไหนมาแรง
กลับมาดูบริษัทน้องใหม่ที่เพิ่งจดทะเบียนในปี พ.ศ.2547 ได้แก่ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท และ บมจ.ปริญสิริ โดย บมจ.เอเวอร์แลนด์ เดิมคือ บมจ.คันทรี่ (ประเทศไทย) เพิ่งฟื้นฟูกิจการเสร็จและกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
พบว่าบริษัทน้องใหม่ทั้ง 3 บริษัท ช่วยเพิ่ม รายได้รวมให้มากขึ้น กล่าวคือ จาก 7 หมื่นล้านบาทในปี 2547 เป็น 9.4 หมื่นล้านบาทในปี 2549 หรือมากขึ้นเกือบร้อยละ 30
โดยเฉพาะ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ที่ทำรายได้รวมถึง 8.2 พันล้านบาท มากกว่าบริษัทรุ่นพี่อย่าง บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค, บมจ. เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์, บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์, บมจ.ศุภาลัย และ บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้
ส่วนบริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ก็ทำรายได้มากเกือบสามพันล้านบาท อยู่ในลำดับที่ 10 มากกว่าบริษัทรุ่นพี่อย่างบริษัท โนเบิล ดีเวลลอป เมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน)
จุดเด่นที่ทำให้ผลการดำเนินงานของ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในฐานะผู้ผลิตบ้านราคาประหยัด ที่ได้รับความนิยมและมียอดขายสูงตลอดมา จนแทบจะเป็นผู้ครองตลาด ส่วนนี้แต่ผู้เดียว มาจากการนำเทคโนโลยีด้าน การก่อสร้างระบบพรีคาสท์ซึ่งเป็นระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป ที่ช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนมาใช้ บวกกับความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ
ส่วนบริษัทรุ่นพี่ อย่าง บมจ.แสนสิริ ก็มีผลประกอบการน่าสนใจจากที่เคยอยู่อันดับ 3 ในปี 2547 ก็เลื่อนมาอยู่อันดับ 2 ตั้งแต่ปีที่แล้ว ในขณะที่ยอดรายได้รวมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จาก 6.6 พันล้านบาท และ 1.05 หมื่นล้านบาทในปี 2547 และ 2548 มาเกิน 1 หมื่นล้านบาทในปี 2549 ร้อยละ 12.10
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสนใจว่า บมจ.พฤกษา เรียล เอสเตท และ บมจ.แสนสิริ ต่างมีแผนการตลาดและตัวสินค้าและระดับราคาที่ชัดเจน จึงประสบความสำเร็จ และเป็นบริษัทไฟแรง
อันดับท็อปเทนปี 2549
การจัดลำดับท็อปเทนบริษัทในวงการอสังหาริมทรัพย์ โดยอาศัยผลประกอบการแต่ละบริษัท 3 ปี (ปี 2547, 2548 และ 2549) เป็นฐานข้อมูลวิเคราะห์ พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
อันดับ 1 ในปี 2549 ได้แก่ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แม้ว่าจะยังคงรักษาตำแหน่งแชมป์ไว้ได้ แต่รายได้รวมของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กลับลดลงมากถึงร้อยละ 20 อันดับ 2 ได้แก่ บมจ.แสนสิริ รักษาตำแหน่งไว้ด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 10
อันดับ 3 บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ เหนียวแน่นอยู่ด้วยยอดรายได้เพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 40 อันดับ 4 บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท แม้จะเป็นบริษัทน้องใหม่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นปี 2547 แต่ทำรายได้กว่า 8 พันล้านบาท
อันดับ 5 บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ รายนี้เลื่อนอันดับขึ้นด้วยยอดรายได้รวมเกือบ 7 พันล้านบาท
อันดับ 6 ขึ้นจากอันดับ 7 เมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ บมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ เจ้าพ่อคอนโดมิเนียมราคาประหยัด ทำรายได้กว่า 5 พันล้านบาท
อันดับ 7 บมจ.ศุภาลัย เลื่อนชั้นมา 1 อันดับ ด้วยผลประกอบการและข่าวประชาสัมพันธ์ที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง อันดับ 8 ตกชั้นมาจากอันดับ 5 ได้แก่ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค
อันดับ 9 ได้แก่ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพ เพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ เลื่อนขึ้น 1 อันดับ โดยเข้ามาอยู่ในกลุ่มบริษัทรายได้ 3 พันล้านบาท
และสุดท้ายอันดับ ที่ 10 บมจ.ปริญสิริ อยู่นอกกลุ่มท็อปเทน เบียดแทรกเข้ามาด้วยยอด รายได้เกือบ 3 พันล้านบาท
หน้า 14
| Hit : ล้านบาท เฮ้าส์ ได้แก่ พร็อพเพอร์ตี้ อันดับ แอนด์ พฤกษา 2549 พันล้านบาท 2547 บริษัท |














