การแถลงข่าวมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความสับสนปนแปลกใจให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่น้อย!?!
เนื่องจากนายณัฐวุฒิได้แถลงถึงมติ ครม.ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) จำนวน 114,847 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.อัตราเหมาจ่ายรายหัวสำหรับโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2,317 บาทต่อหัว จำนวน 108,983 ล้านบาท 2.งบประมาณสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี 125,000 ราย จำนวน 2,983 ล้านบาท 3.งบประมาณทดแทนสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 1,530 ล้านบาท 4.งบประมาณสำหรับบริหารจัดการ สปสช. จำนวน 1,350 ล้านบาท
สิ่งที่สร้างความสับสนให้กับผู้บริหาร สปสช.อย่างมาก คือ ตัวเลขของงบเหมาจ่ายรายหัวของผู้ป่วยบัตรทอง และงบบริหารจัดการสำนักงาน ที่มีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับตัวเลขที่สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง และเลขาธิการ ครม.ได้แจ้งไว้ในการหารือครั้งสุดท้ายเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการ สปสช. บอกว่า รู้สึกงงกับตัวเลขที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างมาก เพราะไม่ตรงกับข้อมูลที่ สปสช.ได้รับแจ้ง และไม่ทราบที่มาของการแถลงข่าวดังกล่าว จึงได้สอบถามไปยังผู้แทนสำนักงบประมาณ และเลขาธิการ ครม. เพื่อขอความชัดเจนเนื่องจาก สปสช. จะต้องนำไปวางแผนดำเนินการของปีงบประมาณ 2552 ให้ถูกต้อง
สำหรับตัวเลขงบประมาณที่ถูกต้อง คือ 1.อัตราเหมาจ่ายรายหัวจำนวน 2,217 บาทต่อหัว น้อยว่าที่เสนอขอไป 100 บาท (ขณะที่งบเหมาจ่ายรายหัวของปี 2551 ได้ 2,102 บาทต่อหัว) 2.งบสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี 2,983 ล้านบาท 3.งบสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 1,530 ล้านบาท ซึ่ง 2 รายการนี้เป็นไปตามที่เสนอขอไว้ และ 4.งบบริหารจัดการสำนักงาน สปสช. 954 ล้านบาท น้อยกว่าที่เสนอขอไป 396 ล้านบาท (ขณะที่ปี 2551 ได้ 800 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม นพ.วีระวัฒน์ได้กล่าวถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ป่วยบัตรทองที่จะได้รับเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2552 ว่า ผู้ป่วยบัตรทองจะได้รับประโยชน์การรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น 4 รายการ คือ
1.ยกเลิกการจำกัดสิทธิรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉิน ปีละ 2 ครั้ง โดยให้ผู้ป่วยสามารถใช้สิทธิรักษาฉุกเฉินได้ตามความจำเป็น และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
2.ให้บริการวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ฟรีแก่ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี
3.ขยายสิทธิรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีล้างไตผ่านช่องท้องทั้งรายเก่าและใหม่ จะได้รับการรักษาฟรีทุกราย ผู้ป่วยไตวายรายเก่าที่ต้องการรักษาด้วยการฟอกเลือดต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือประมาณ 600 กว่าบาทต่อครั้ง ส่วนผู้ป่วยไตวายรายใหม่ ที่ต้องการรักษาด้วยการฟอกเลือด จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด
4.พัฒนาระบบบริการใกล้บ้านใกล้ใจ ส่งเสริมการรักษาในศูนย์บริการปฐมภูมิ เพื่อลดความแออัดของการใช้บริการตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วไป ซึ่งปัจจุบันมีโครงการนำร่องแล้วที่โรงพยาบาลภูมิพล ซึ่งมีคลีนิคลูกข่ายแล้วประมาณ 20 แห่งทั่วกรุงเทพฯ โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะขยายการให้บริการสำหรับผู้ป่วยบัตรทองที่มีสิทธิรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการรับขึ้นทะเบียนคลีนิคเอกชนที่จะเข้าร่วมเป็นคลีนิคลูกข่าย ซึ่งโครงการนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และแพทย์ได้มีเวลาในการวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยได้มากขึ้น
แม้จะได้งบเหมาจ่ายรายหัวไม่ครบตามที่เสนอขอไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้การบริการเงินกองทุนสะดุดหรือมีอุปสรรค์แต่อย่างใด สปสช.จะบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด ส่วนการขยายสิทธิประโยชน์รักษาโรคเพิ่มขึ้นนั้น คณะอนุกรรมการด้านสิทธิประโยชน์ คงจะต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการบริการเงินกองทุนว่าเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน สปสช.ขยายสิทธิในการรักษาครอบคลุมเกือบทุกโรคแล้ว นพ.วีระวัฒน์กล่าว
ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า สิ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องการมากที่สุดคือ การได้รับอนุมัติงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวของผู้ป่วยบัตรทองได้เต็มจำนวน เพราะเป็นการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้รับการบริการทางการแพทย์ที่ดี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะใช้เป็นนโยบายประชานิยมเอาหน้ากับประชาชนก็ตาม หากรัฐบาลจะใช้นโยบายประชานิยมจริง ก็ควรจะอนุมัติงบประมาณให้เต็มจำนวน ไม่ใช่แถลงข่าวว่าอนุมัติเงินให้ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามที่แถลงข่าว
ไม่รู้ว่าตั้งใจแถลงข่าวผิดหวังประชานิยมกับชาวบ้าน หรือว่าเป็นความผิดพลาดโดยไม่รู้ตัว แต่บทเรียนนี้อาจจะทำให้คนทำงานเกิดความสับสน เพราะไม่มีความชัดเจนในเรื่องตัวเลขที่แท้จริง
หน้า 10














