
หลังรมว.เขมรเข้าเฝ้าฯในหลวง ฮุน เซน คาดข้อพิพาทคลี่คลาย
ทหารไทย-เขมรลาดตระเวนร่วมวันแรกราบรื่น ฮุน เซน คาดหลัง รมว.กัมพูชาเข้าเฝ้าฯ ในหลวง 18 ส.ค.นี้ ข้อพิพาทชายแดนคลี่คลาย ด้านอธิบดีกรมศิลป์ชี้ราชกิจจาฯ ระบุชัด ตาเมือนธม เป็นสมบัติชาติ เร่งแปลเผยแพร่นานาชาติ บัวแก้ว ยันหลักเขตหายคือชนวนปัญหา
ฮุน เซน แนะยึดสันติวิธีแก้ปัญหา
สมเด็จฮุน เซน
นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
พ.ต.ซิม โสคา รองผู้บัญชาการหน่วยทหารชายแดนหน่วยหนึ่งของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวเอพีว่า สถานการณ์ที่ปราสาท ตาเมือนธม ผ่อนคลายลงแล้ว ไม่มีการเผชิญหน้าด้วยอาวุธระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายอีกแล้ว ทหารไทย 70 นายกับทหารกัมพูชา 50 นาย ที่เคยเผชิญหน้ากันอยู่ที่ปราสาท ได้ถอนกลับไปยังที่มั่นของตน ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทประมาณ 300 เมตร และปัจจุบันได้เปิดโบราณสถานแห่งนี้ให้นักท่องเที่ยวจากทั้งสองชาติเข้าชมได้แล้ว
ด้าน สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวปราศรัยต่อสาธารณชนครั้งแรกนับตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนที่แล้วที่ จ.กำปงสปือ ทางตะวันตกของประเทศ ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ในช่วงหนึ่งว่า ขอให้แก้ปัญหาข้อพิพาทบริเวณชายแดนด้านที่ติดกับไทยโดยสันติวิธี พร้อมกับเตือนว่าเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศจะได้รับผลกระทบถ้าความแย้งเกิดบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ทหารไทยและกัมพูชาได้เผชิญหน้ากันเพราะข้อพิพาทพื้นที่บริเวณชายแดนมานาน 3 สัปดาห์ โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องปราสาทพระวิหาร และล่าสุดได้เกิดขึ้นใกล้กับปราสาทตาเมือนธม ซึ่งความเห็นของนายกรัฐมนตรีกัมพูชามองว่า การเผชิญหน้ากันที่ปราสาทตาเมือนธมคลี่คลายลงแล้ว จากการที่ทั้งสองฝ่ายต่างถอนทหารออกไป นอกจากนี้ สมเด็จฮุน เซน ได้ตำหนิเรื่องการแจกใบปลิวเรียกร้องให้กัมพูชาบอยคอตสินค้าไทย เป็นการตอบโต้กรณีที่ไทยถูกกล่าวหาว่ารุกล้ำเข้าไปในพรมแดนกัมพูชาใกล้ปราสาทพระวิหาร
"เราไม่สามารถแยกออกจากไทยขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้า หรือย้ายแผ่นดินหนีไปได้ ดังนั้นจึงต้องอยู่ร่วมกันต่อไปอีกหลายหมื่นปีข้างหน้า ข้อพิพาทบริเวณชายแดน มิอาจทำให้สองประเทศกลายเป็นศัตรูกันได้ เพราะนั่นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ได้อ่อนข้อ แต่เตือนว่า ถ้าเกิดสงครามขึ้น สองประเทศก็รังแต่จะสูญเสียในด้านความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ" สมเด็จฮุน เซน กล่าว
นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวต่อว่า เชื่อว่าการหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา ตลอดจนการที่รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา เตรียมเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ น่าจะนำมาสู่การลดข้อแตกต่างของสองประเทศ ในประเด็นกรณีพิพาทชายแดน
ส่วน พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พล.อ.เตีย บัน ทวงคืนปราสาทตาเมือนธมจากไทยว่า เรื่องนี้น่าจะมีการเข้าใจผิด ไม่ได้ทวงคืน เพียงบอกว่ากัมพูชาและไทยมีการเจรจาและทำความเข้าใจร่วมกันในเบื้องต้น ให้มีการลาดตระเวนร่วมของทหารกัมพูชา-ไทย ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ส่วนแนวเขตชายแดนเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งสองฝ่ายที่ต้องหารือร่วมกัน
เร่งแปลราชกิจจาฯ เผยแพร่ต่างชาติ
นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวภายหลังเข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมถึงกรณีกัมพูชาทวงคืนปราสาทตาเมือนธมว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องเจรจากับกัมพูชา ส่วนกรมศิลปากรจะทำหน้าที่แสดงหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ปราสาทตาเมือนธมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี 2478 หรือเมื่อ 73 ปีที่แล้ว และกรมศิลปากรได้บูรณะโดยทางการกัมพูชารับรู้มาตลอด ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางกัมพูชาไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบริเวณพื้นที่ปราสาทแต่อย่างใด
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ไม่เข้าใจว่ากัมพูชานำหลักฐานอะไรมาอ้างว่า ปราสาทตาเมือนธมเป็นของกัมพูชา อาจเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ก็ได้ทั้งๆ ที่ไทยมีหลักฐานทางวิชาการเป็นเจ้าของชัดเจน และคงไม่กล้าอ้างสิทธิ์การครอบครองโบราณสถานดังกล่าวหากไม่มั่นใจว่าเป็นพื้นที่ที่อยู่ในอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย จากนี้ไปคงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดน (เจบีซี) จะต้องมีการพิจารณาและเข้าไปตรวจสอบ เพื่อหาจุดปักปันเขตแดนระหว่างทั้งสองประเทศที่ชัดเจน เพราะตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชามีหลายจุดที่เป็นพื้นแผ่นดินติดต่อกัน และยังเป็นปัญหาเรื่องเขตแดนอยู่จนถึงปัจจุบัน
"ผมคิดว่าขณะนี้คนไทยมีความเข้าใจไม่ตรงกันเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดีเกี่ยวกับกลุ่มปราสาทอารยธรรมขอมโบราณจึงต้องส่งผ่านข้อเท็จจริงต่างๆ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ เช่น เว็บไซต์ www.finearts.go.th จัดทำหนังสือเกี่ยวกับโบราณ ค่ายเยาวชนเรียนรู้คุณค่าของโบราณสถานที่เป็นสมบัติของชาติ เป็นต้น ที่สำคัญกรมศิลปากรจะดำเนินการจัดแปลเอกสาร ข้อเท็จจริงราชกิจจานุเบกษาที่มีการบันทึกว่า ปราสาทตาเมือนธมเป็นสมบัติชาติของไทยเป็นภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส แล้วประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศในการเผยแพร่ให้นานาชาติมีความเข้าใจเรื่องนี้ด้วย" นายเกรียงไกร กล่าว
ชี้ไม่มีใครยึดมรดกชาติอื่น
ด้าน นายปีเตอร์ สกิลลิง ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก กล่าวว่า มีข้อมูลไม่มากนักแต่ตามหลักการแล้ว ทั้งสองประเทศไม่ควรที่จะทะเลาะกัน ควรมีการประนีประนอมและหารือระหว่างกัน เพราะถ้ามีการปะทะกันประชาชนที่อยู่ในพื้นที่จะเดือดร้อน ทั้งนี้คิดว่าปราสาทตาเมือนธมเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของคนในภูมิภาคนี้และคนทั่วโลก จึงไม่อยากให้ประเทศใดประเทศหนึ่งแย่งกัน
ส่วน นายโคอิเอ เรียวจิ นักวิชาการอิสระจากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว การที่ประเทศกัมพูชาจะมาทวงคืนปราสาทตาเมือนธมที่อยู่ในฝั่งประเทศไทยนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะมรดกทางวัฒนธรรมที่อยู่ในประเทศหนึ่งแล้ว อีกประเทศหนึ่งจะมาอ้างว่าเป็นของตนแล้วจะมายึดไปนั้นไม่มีใครเขาทำกัน แต่จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนเนื่องจากมรดกทางวัฒนธรรมทั้งโบราณสถานโบราณวัตถุ
หลักเขตหายคือชนวนปัญหา
นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวยืนยันว่า ปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ในดินแดนของไทย แต่ด้วยสภาพพื้นที่ใกล้กับตะเข็บชายแดน และหลักเขตแดนในบริเวณนั้นหายไป เข้าใจว่าเป็นหลักที่ 23 ทำให้กัมพูชาเข้าใจผิดไปว่าปราสาททั้ง 3 หลัง อยู่ในดินแดนของกัมพูชา อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ควรให้เป็นไปตามกลไกที่มีคณะกรรมการเขตแดนร่วมชี้ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพื่อชี้ปัญหาและคำอธิบายให้มีความชัดเจนได้ตลอดแนว มิเช่นนั้นก็จะมีจุดต่อไป และกลายเป็นประเด็นถามตอบผ่านคนกลาง และกลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนและบานปลาย














