กรุงเทพทำให้โลกร้อน
วันนี้ (11 พ.ค.) นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เปิดเผยว่า เนื่องจากการที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มอบให้ศูนย์ฯ ทำรายงานการศึกษาภาวะโลกร้อนของกรุงเทพฯ โดยจำลองสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในอนาคตภายใต้เงื่อนไขที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มปริมาณสูงขึ้น บ่งชี้ว่าประเทศไทยฝนจะตกมากทุกภาค อากาศเย็นจะสั้น อากาศร้อนจะยาว ทั้งจะทำให้ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงบ่อยครั้ง โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากปริมาณฝนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในเขตปากแม่น้ำจึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบกับในอ่าวไทย ภายใต้อิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้นในอนาคตจะหนุนให้น้ำทะเลสูงขึ้น ยิ่งจะทำให้กรุงเทพฯซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชันต่ำ และระดับความสูงของพื้นที่ใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล จึงอยู่ในภาวะเสี่ยงมาก
นายอานนท์ กล่าวต่อว่า จากผลการศึกษาพบว่ากรุงเทพฯ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วย เมื่อเทียบกับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมหานครและเมืองใหญ่ที่สำคัญบางเมือง เนื่องจากกรุงเทพฯมีการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 42 ล้านตันต่อปี จากจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการโดยประมาณ 6 ล้านคน คิดเป็นอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อประชากร 7.1 ตันต่อคนต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมหานครนิวยอร์กที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์โดยประมาณ 58 ล้านตันต่อปี จากจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการโดยประมาณ 8.2 ล้านคนคิดเป็นอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อประชากร 7.1 ตันต่อคนต่อปี
"เนื่องจากคนกรุงเทพฯ ใช้การจราจรทางบกเป็นหลัก โดยเฉพาะระบบขนส่งทางถนนที่มีถนนสายสำคัญรวมกันเป็นระยะทางประมาณ 4,700 กิโลเมตร การใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลมากถึงร้อยละ 53" ผอ.ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาฯ กล่าว และว่านอกจากนี้ในปี 2549 กรุงเทพฯ ยังมีปริมาณขยะมูลฝอยประมาณ 8,300 ตันต่อวัน เกือบทั้งหมดจะส่งไปฝั่งกลบในที่ดินเอกชนจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นแหล่งกำเนิดของก๊าซมีเทนและน้ำเสีย













