
ปม พระวิหาร พ่นพิษ อนุพงษ์ สั่งตรึงกำลังถ้ารุนแรงลุยทันที
อนุพงษ์ เซ็นคำสั่งตรึงกำลังพร้อมรบ มอบอำนาจแม่ทัพภาคที่ 2 สั่งลุยได้หากล้ำเส้น ข่าวกรองยันเขมรเสริมกำลังเพิ่มชายแดนพระวิหาร ทบ.ชี้ไม่มีสิทธิจับพื้นที่ทับซ้อน สื่อนอกรายงานสถานการณ์อึมครึม
มทภ.2 ยันเขมรเสริมกำลังเพิ่ม
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ผู้บัญชาการทหารบก
เวลา 07.00 น. พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภายหลังประชุมนายทหารระดับผู้บังคับการกองกำลังพลในสังกัดว่า ชายแดน จ.ศรีสะเกษ บริเวณผามออีแดง และปราสาทพระวิหารได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่า กองกำลังทหารกัมพูชาเคลื่อนกำลังเสริมตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหาร ซึ่งมีกับระเบิดเป็นจำนวนมากตั้งแต่สมัยมีสงครามและยังไม่ได้เก็บกู้หมด แต่ขณะนี้ฝ่ายไทยยังไม่มีการเสริมกำลังแต่อย่างใด แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ทางทหารตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กำลังพลที่มีอยู่ในขณะนี้ยังเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าจึงยังไม่มีการเพิ่มกำลังพลแต่อย่างใด
ช่วยเหลือ ทพ. เหยียบบึ้มเต็มที่
พล.ท.สุจิตร กล่าวว่า ส่วนกรณีทหารพราน (ทพ.) วิไล อารมณ์ รองผู้บังคับการกองร้อยชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 2301 เหยียบกับระเบิดได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาดนั้น ได้มีการช่วยเหลือด้านอื่นและจะได้รับสิทธิกำลังพลของทางราชการรวมทั้งญาติพี่น้อง กองทัพจะไม่ทอดทิ้งอย่างเด็ดขาด
ที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี นางนิตยา อารมณ์ อายุ 41 ปี ภรรยาทหารพรานวิไล พร้อมกับบุตรชาย 2 คน และเพื่อนบ้านเยี่ยมให้กำลังใจ โดยทหารพรานวิไลยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู แพทย์อนุญาตให้นางนิตยาและบุตรเข้าเยี่ยมประมาณ 20 นาที
นางนิตยา เล่าถึงอาการของสามีว่า แพทย์ได้ตัดขาสามีออกไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเยียวยารักษาบาดแผลไม่ให้ลุกลาม โดยสามีมีกำลังใจดีมาก ไม่แสดงออกถึงการเจ็บปวด เพราะการบาดเจ็บครั้งนี้เกิดจากการทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศ และขอให้ครอบครัวไม่ต้องเสียใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งหากรักษาบาดแผลจนหายดี ก็ยังพร้อมจะขอไปปฏิบัติหน้าที่ทหารต่อไปด้วย และฝากบอกประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง
นางนิตยา กล่าวอีกว่า สำหรับตนเองและบุตรไม่ได้เสียใจ เพราะสามีทำเพื่อประเทศชาติ ส่วนการช่วยเหลือทางผู้บังคับบัญชาได้ยืนยันจะให้การดูแลทหารพรานวิไลและครอบครัวขณะยังรักษาตัว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านการเรียนของบุตรที่ยังเรียนอยู่ทั้ง 3 คน
ผบ.ทบ.ชี้ใช้รัฐต่อรัฐแก้ที่ทับซ้อน
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อน โดยเฉพาะชาวกัมพูชาที่เข้าไปอยู่อาจจะทำให้ไทยเสียดินแดนว่า ผิดตั้งแต่เริ่มสมมติฐานว่ามีความขัดแย้งกัน ซึ่งมันไม่ได้ เพราะพื้นที่ซับท้อนมีอยู่จริง จำเป็นจะต้องแก้ไขด้วยกลไกของรัฐ ต้องให้รัฐต่อรัฐแก้ไข ถ้าใช้กระบวนการอื่นก็จะเกิดความขัดแย้ง จะใช้คำว่าพูดกันไม่รู้เรื่อง อยากให้ใช้กลไกของรัฐดำเนินการแก้ไข
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทหารจะดำเนินการอย่างไรไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งระดับชาวบ้านชาวเมืองในพื้นที่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำอยู่แล้ว ร่วมมือกับข้าราชการในพื้นที่ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ พยายามสร้างความเข้าใจว่าประชาชนคนไทยด้วยกัน พยายามที่จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน
ผบ.ทอ.ข้องใจอำนาจเขมรจับคนไทย
เวลา 11.00 น. ที่หอประชุมกองทัพอากาศ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) กล่าวว่า เป็นห่วง หากเราทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การเข้าเมือง การข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย แต่เป็นที่น่าฉงนสงสัยว่า พื้นที่ทับซ้อนความจริงเป็นของใคร หากยังไม่มีอาณาเขตแล้วเราเข้าไป และกัมพูชามาจับ เขามีสิทธิที่จะจับหรือไม่ และพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ยึดครองโดยพฤตินัยหรือไม่ พวกเราต้องไปช่วยกันหา แต่อยากฝากถึงทุกคนที่แสดงความหวังดีกับชาติว่าควรระมัดระวังตรงจุดนี้ เพราะอันตรายมากเนื่องจากในพื้นที่มีกับระเบิดมาก และมีการเพิ่มเติมหรือไม่ก็ไม่ทราบ
เมื่อถามว่า กองทัพอากาศจะส่งเครื่องบินเอฟ 16 บินตรวจพื้นที่เขาพระวิหารหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินเอฟ 16 บินลาดตระเวนบริเวณนั้นอยู่แล้วตามปกติ
สื่อนอกรายงานสถานการณ์อึมครึม
วันเดียวกันสำนักข่าวเอพีรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทยกัมพูชาด้าน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยังอึมครึมและสับสนอย่างหนัก โดยนายเขียว กันนะริด รัฐมนตรีข่าวสารในฐานะโฆษกรัฐบาลกัมพูชากล่าวอ้างว่ามีทหารไทย จำนวน 170 นาย รุกข้ามแดน ในขณะที่ยังไม่มีความกระจ่างในกรณีที่ทางการกัมพูชาอ้างว่าได้ควบคุมตัวทหารไทยไว้ก่อนหน้านี้ 40 นายแต่อย่างใด ซึ่งตรงกับคำกล่าวของนายเฮง โซธ อธิบดีกรมอุทยานปราสาทพระวิหารที่อ้างว่า กองกำลังของทั้งสองฝ่ายตรึงกำลังกันอยู่แบบเผชิญหน้า แต่ยังไม่มีการลั่นกระสุนเข้าใส่กัน แต่ได้รับคำสั่งให้ตื่นตัวเตรียมพร้อม แต่ต้องไม่ใช่เป็นฝ่ายที่ลั่นกระสุนเข้าใส่ก่อน
เอพีอ้างเขมรคุมทหารไทยล้ำแดน
เวลา 13.00 น. เอเอฟพีรายงานเพิ่มเติมโดยอ้างการเปิดเผยของนายเฮง โซธ ระบุว่า ทหารไทยเพิ่มกำลังขึ้นมากกว่า 200 นาย ในขณะที่ทหารกัมพูชาเองก็มีอยู่จำนวนหลายร้อยนายเช่นเดียวกัน 'ทหารไทยอีกมากกว่า 200 นายมาถึงแล้ว และไม่ยอมกลับออกไป การเผชิญหน้าอาจกลายเป็นเรื่องรุนแรงได้' อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมอุทยานปราสาทพระวิหารระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังหารือถึงวิธีการที่จะยุติการตรึงกำลังเผชิญหน้ากันอยู่ในเวลานี้
รายงานของเอเอฟพีระบุว่า เจ้าหน้าที่ของกัมพูชาอ้างว่ามีการควบคุมตัวทหารไทยจำนวนหนึ่งไว้ที่เจดีย์แห่งหนึ่งบริเวณไหล่เขาทางขึ้นปราสาทพระวิหาร โดยกล่าวว่าจะปล่อยตัวทหารทั้งหมดเป็นอิสระหากยินยอมลงนามในเอกสารยอมรับว่าได้ข้ามแดนเข้ามายังในกัมพูชา แต่ทางการไทยกลับเสริมกำลังเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ นายเขียว กันนะริด กล่าวว่า หลังจากนั้นกัมพูชามีการเสริมกำลังบางส่วนเข้าไปเพิ่ม ทำให้มีทหารประจำอยู่ในจุดเกิดเหตุ 380 นายแล้วในเวลานี้
โฆษกรบ.เขมรปัดคุมตัวทหารไทย
เวลา 16.00 น. เอเอฟพีรายงานสถานการณ์เพิ่มเติมจากกรุงพนมเปญว่า นายเขียว กันนะริด ออกมายืนยันอีกครั้งว่าทหารของทั้ง 2 ฝ่ายยังคงตรึงกำลังกันอยู่บริเวณใกล้เคียงกับปราสาทพระวิหาร แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะถือเป็นการรุกล้ำดินแดนจากทางฝ่ายไทยหรือไม่ นายเขียวกล่าวตอบว่า 'คิดว่าน่าจะใช้คำว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดกันบางอย่างมากกว่า ปฏิกิริยาของทหารทั้งสองฝ่ายในเวลานี้ยังคงเป็นไปโดยสงบ เมื่อคืนต่างฝ่ายต่างค้างแรมอยู่ที่วัดเดียวกันอยู่เลย' พร้อมกันนั้นก็ระบุว่าไม่มีการควบคุมตัวทหารไทยไว้ที่วัดดังกล่าวแต่อย่างใด ทหารไทยสามารถกลับออกมาได้อย่างเสรี และคาดหวังว่าคงจะถอนตัวกลับออกมาในเร็วๆ นี้
ผบ.ทบ.เซ็นคำสั่งตรึงกำลังพร้อมรบ
แหล่งข่าวกล่าวว่า วันเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้ลงนามในคำสั่งให้มีการเคลื่อนกำลังประชิดชายแดน โดยเฉพาะกำลังจากกองพลรบพิเศษที่ 1จังหวัดลพบุรี กรมทหารปืนใหญ่ และกองพลทหารราบที่ 3 โดยให้ พล.ท.สุจิตร แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้บัญชาการพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งนี้ กำลังทหารที่เคลื่อนที่เข้าไปประชิดชายแดน ขณะนี้กำลังรวบรวมกำลังในพื้นที่รวมพล หากมีสถานการณ์รุนแรงให้สามารถใช้กำลังทหารได้ทันที
แหล่งข่าวกล่าว หลังจากที่มีการส่งกำลังเข้าตรึงในพื้นที่ ทางกัมพูชาแจ้งว่า ไม่ต้องการที่จะปะทะกับทหารไทย แต่กล่าวเพียงว่าหากมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นอาจจะเกิดการปะทะกันในที่สุด ขณะนี้ทางผู้บัญชาการทางทหารของทั้งสองประเทศไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกันแต่อย่างใด
ทบ.ยันเขมรไม่มีสิทธิจับพื้นที่ทับซ้อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเข้าไปเจรจากับทางกัมพูชาเพื่อขอให้ปล่อยตัว 3 คนไทยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีทหารจากกองกำลังสุรนารีกว่าร้อยนายเข้าไปในบริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรด้วย จนถึงวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ กำลังดังกล่าวยังไม่เดินทางกลับมา จึงทำให้สำนักข่าวเอเอฟพี ในกรุงพนมเปญ ได้อ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลกัมพูชาว่า ไม่พอใจที่ทหารนับร้อยคนของฝั่งไทยเข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน และระบุว่าการที่ทหารไทยลุกล้ำเขตแดนเข้ามาครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ควบคุมตัวทหารไทยไว้หมดแล้ว
แหล่งข่าวจากกองทัพบก เปิดเผยว่า การดำเนินมาตรการของกองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี ในการส่งกำลังทหารจำนวน 2 กองร้อย ประมาณ 140 นาย เข้าไปในพื้นที่ทับซ้อน ไม่ได้เป็นการรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชาและทางการกัมพูชาไม่มีสิทธิที่จะจับกุมเจ้าหน้าที่ไทย ดังนั้น ข่าวที่รัฐบาลกัมพูชานำเสนอในขณะนี้เป็นการหวังผลทางด้านจิตวิทยามากกว่า เพราะมาตรการที่เราไม่ถอนกำลังทหารกลับเพื่อเป็นการกดดันให้เปิดเจรจา ให้ถอนสิ่งปลูกสร้างที่เข้ามาอยู่ในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนที่ยังไม่ได้ข้อยุติเรื่องปักปันเขตแดน แต่มีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการใช้กำลังใดๆ ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรงเด็ดขาด
'ทหารที่เข้าไปจะจัดตั้งเป็นฐานกองร้อยปฏิบัติการชั่วคราว โดยจะเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กัมพูชาเพื่อเจรจาในเบื้องต้น และผลักดันให้นำปัญหาเข้าสู่คณะกรรมการทีบีซีอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะได้ผลักดันชุมชนชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าว เพราะในเมื่อเขายังเอาคนเข้ามาอยู่ได้ เราก็สามารถให้คนของเราเข้าไปอยู่ได้เหมือนกัน' แหล่งข่าวกล่าว
บัวแก้วเผยตกลงตั้งกก.2ฝ่ายแล้ว
ขณะที่ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งความคืบหน้าของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ขณะนี้กองทัพไทยได้ประสานกับฝ่ายกัมพูชาและทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันว่าจะเรียกประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ซึ่งเป็นกลไกที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองฝ่ายหรือผู้แทนเป็นประธานร่วมและมีการประชุมกันเป็นปกติ ให้มาประชุมกันเป็นสมัยพิเศษ ในวันที่ 21 กรกฎาคม ที่จังหวัดสระแก้ว เร็วขึ้นจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในเดือนสิงหาคม 2551 เพื่อทั้งสองฝ่ายจะได้พูดคุยประเด็นต่างๆ กันฉันเพื่อนบ้านที่ดี โดยระหว่างนี้กองทัพของทั้งสองฝ่ายมีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด
ส่งหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเขตไทย
ขณะเดียวกัน กรณีที่เกิดเหตุการณ์ทหารพรานของไทยเหยียบกับระเบิดในการปฏิบัติการในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็นเหตุให้ฝ่ายไทยมีความกังวลว่า จะมีกับระเบิดหลงเหลืออยู่ในบริเวณดังกล่าวและจะเป็นอันตรายทั้งต่อพลเรือนและทหาร อีกทั้งไทยยังมีข้อผูกพันตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา ที่จะต้องทำลายหรือดำเนินการให้แน่ใจว่ามีการทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ภายใต้เขตอำนาจหรือการควบคุมของไทยโดยเร็วที่สุดให้เสร็จภายใน 10 ปีหลังจากวันที่อนุสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับไทย ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2552 กองบัญชาการกองทัพไทยจึงได้ส่งหน่วยเก็บกู้ระเบิดไปเก็บกู้ทุ่นระเบิดในบริเวณที่ตรวจสอบแล้วเป็นดินแดนของไทย
พันธมิตรร่วมชุมนุม พระวิหาร
ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เวลา 10.00 น. นายพิภพ ธงไชย แกนนำกลุ่มพันธมิตรยอมรับว่ากลุ่มพันธมิตรบางส่วนจะรวมตัวเดินทางไปชุมนุมกรณีปราสาทพระวิหาร เมื่อช่วงเช้าโดยใช้รถบัสจำนวน 2 คัน แต่การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ใช้นโยบายของแกนนำพันธมิตรแต่อย่างใด
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกลุ่มพันธมิตรที่ออกเดินทางดังกล่าว คาดว่าจะถึงจังหวัดศรีสะเกษประมาณ 16.00 น. และจะมีการเปิดเวทีอภิปรายที่ศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์
อดีตปธ.มรดกโลกชี้จุดยืนไทยต้องชัด
วันเดียวกัน คณะส.ว. ประกอบด้วย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายสาย กังกเวคิน ส.ว.ระยอง ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต นางพรพันธุ์ บุญยรัตพันธุ์ นายสมชาย แสวงการ และนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล ส.ว.สรรหา พบ นายอดุลย์ วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก ที่บ้านพัก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อขอข้อมูลและแนวทางดำเนินการต่อไปภายหลังคณะกรรมการมรดกโลกได้ประกาศรับรองให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
นายอดุลย์ กล่าวว่า ตอนนี้ต้องดูว่ากรรมการร่วม 7 ประเทศจะมากำหนดแผนและเขตอนุรักษ์หรือเขตกันชนอย่างไรบ้าง โดยรัฐบาลต้องเตรียมตัวตั้งแต่บัดนี้ ประกาศจุดยืนของรัฐว่าการทำเขตกันชนจะยินยอมหรือเห็นด้วยเฉพาะเท่าที่ไทยเห็นสมควรเท่านั้น ไม่ใช่ยอมตามที่กรรมการร่วม 7 ประเทศเป็นผู้กำหนดขอบเขตเท่าใดก็ได้ เพราะเขตกันชนจะกินพื้นที่เข้ามายังฝั่งไทย และต้องประกาศว่ารอบบริเวณเขตกันชนจะไม่ยอมให้มีการก่อสร้างและพัฒนาใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ของไทย และเมื่อมีการประชุมกรรมการ 7 ประเทศหากมีการพยายามรุกล้ำเข้ามาจะเป็นเรื่องระหว่างกัมพูชาและไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับประเทศอื่น เมื่อถึงตอนนั้นถ้ามีความพยายามดึงดันกินพื้นที่ไทย จะเป็นเหตุผลสมควรที่ไทยจะลาออกจากการเป็นภาคีกรรมการมรดกโลกได้














