ทีเอ็นไอเอส ปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ หมายรองรับการเติบโต 3 ปีข้างหน้า ยกระดับจากเอสไอ สู่ธุรกิจให้บริการคำปรึกษาลงทุนไอที พร้อมกระจายความเสี่ยงธุรกิจมุ่งขยายตลาดเอสเอ็มอี ตั้งเป้าปีนี้รายได้แตะ 1,600 ล้านบาท
นายวิกรม ชัยสินธพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เอ็น. อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ จำกัด (ทีเอ็นไอเอส) เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่าบริษัทได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอีก 3-4 ปีข้างหน้า โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างธุรกิจจากผู้ให้บริการวางระบบไอที หรือ เอสไอ ไปสู่ผู้ให้บริการด้านการให้คำปรึกษาการนำไอทีเข้าไปใช้งานทางธุรกิจ และการวางระบบไอทีครบวงจร โดยให้บริการตั้งแต่ การวิเคราะห์กระบวนการทางธุรกิจ ของลูกค้า จัดหาซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม พร้อมทั้งการปรับให้เหมาะสมกับการใช้งาน และวัฒนธรรมการทำงานในแต่ละองค์กร ดำเนินการ ทดสอบ และส่งมอบการใช้ระบบจนประสบความสำเร็จ รวมไปถึงการบริหารการเปลี่ยนแปลง และบริการหลังการขาย
โดยในการปรับโครงสร้างธุรกิจไปในทิศทางดังกล่าวนั้นบริษัทได้เตรียมพร้อมด้านบุคลากรมาเป็นเวลา 3-4 ปี โดยขณะนี้บุคลากรที่เป็นทีมหลัก (Core team) ที่ให้บริการลูกค้าธนาคารและองค์กรธุรกิจอยู่ 200 คน โดยทีมหลักจะประกอบด้วย บุคลากรด้านให้คำปรึกษาธุรกิจ, ที่ปรึกษาด้านซอฟต์แวร์ และ นักพัฒนาซอฟต์แวร์
ขณะเดียวกันการปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ บริษัทยังได้แบ่งส่วนธุรกิจออกเป็น 3 ส่วนอย่างชัดเจน เพื่อการบริการให้คำปรึกษาและวางระบบไอทีได้อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจองค์กร หรือเอนเตอร์ไพรส์ , กลุ่มธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน และกลุ่มธุรกิจบริการด้านไอที พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้บริหารขึ้นมาดูแลรับผิดชอบโดยเฉพาะ นายอัศวิน วราทร ประธานกลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ , นายชาย แต่บรรพกุล ประธานกลุ่มธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน และนายวรพจน์ ธีระพรกุล ประธานกลุ่มธุรกิจบริการด้านไอที โดยแต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีการทำงานแยกอิสระต่อกัน และมีคณะกรรมการ (บอร์ด) ของแต่ละธุรกิจ และจะต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์และแผนธุรกิจของตัวเองใน 3 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนมุ่งขยายตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดกลางและเล็กหรือเอสเอ็มอีมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ อีกทั้งมองว่าตลาดเอสเอ็มอีมีโอกาสในการเติบโตสูง เนื่องจากเจ้าของกิจการขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่เห็นความสำคัญของการนำไอทีมาใช้เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และลดต้นทุนทางธุรกิจ โดยการลงทุนของเอสเอ็มอีนั้นไม่จำเป็นต้องลงทุนระบบขนาดใหญ่ ซึ่งอาจจะใช้วิธีเช่าใช้ ที่มีบริการตั้งแต่ให้คำปรึกษาธุรกิจ การออกแบบระบบ การเทรนนิ่ง และการดูแลรักษาระบบ แล้วเสียค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน
นายวิกรม กล่าวอีกว่าส่วนการลงทุนไอทีของลูกค้าปีนี้นั้นมองว่าธนาคารยังมีการลงทุนระบบไอทีต่อไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า โดยยังมีธนาคารไทยที่ยังอยู่ระหว่างการลงทุนระบบหลักธนาคาร หรือ คอร์แบงกิ้ง อาทิ ธนาคารออมสิน นอกจากนี้ปีนี้จะเริ่มเห็นธนาคารมีการลงทุนพัฒนาบริการทางด้านโมบายแบงกิ้ง และ อินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนระบบไอที เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ ภายใต้กฎระเบียบต่างๆ นอกจากนี้ปีนี้ธนาคารยังมองระบบที่เข้ามาช่วยการอนุมัติเครดิตต่างๆ ส่วนธุรกิจประกันนั้นจะมีการลงทุนระบบไอที เพื่อรองรับกฎระเบียบต่างๆ ขณะที่ธุรกิจเช่าซื้อ หรือลีสซิ่งนั้นขณะนี้มีการลงทุนนำระบบไอทีไปใช้เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าที่รวดเร็วขึ้น
ส่วนภาครัฐก็มีโครงการนำไอทีมาใช้ภายใต้โครงการอีโกเวิร์นเมนต์มากขึ้น ขณะที่รัฐวิสาหกิจ ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เริ่มเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบตัวเลขผลประกอบการมากขึ้น ทำให้ต้องมีการลงทุนระบบบริหารทรัพยากรในองค์กร หรืออีอาร์พี เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ส่วนภาคเอกชนนั้นมองว่าหากบรรยากาศการเมืองดีขึ้นก็จะมีการลงทุนด้านไอที เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และลดต้นทุน
สำหรับเป้าหมายรายได้ที่วางไว้ปีนี้นั้น คือ 1,600 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากส่วนธุรกิจ ธนาคารและการเงินประมาณ 800 ล้านบาท ธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ ประมาณ 800 ล้านบาท ส่วนธุรกิจบริการด้านไอทียังไม่สามารถประมาณการรายได้ได้เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ต้องลงทุนจำนวนมาก














