แม้การประกาศผู้ชนะประมูลคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ในสหรัฐอเมริกาจะจบลงโดยมีเวอไรซอน ไวร์เลส ซึ่งเป็นธุรกิจร่วมทุนระหว่างเวอไรซอน คอมมูนิเคชั่นส์กับโวดาโฟน และบริษัท เอทีแอนด์ทีฯ รวมถึงฟรอนเทียร์ ไวร์เลส ขึ้นแท่นเป็นเจ้าของคลื่นความถี่รายใหม่ ร่วมกับอีกเกือบ 100 บริษัทจากผู้ประมูลทั้งหมด 214 รายในวงเงินการประมูลสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 19,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทั้งหมด 261 รอบ
หากแต่มุมมองของนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี กลับเห็นว่าผู้ชนะตัวจริงของงานนี้น่าจะเป็นกูเกิลเสียมากกว่า ถึงแม้จะแพ้การประมูล ไม่ได้เป็นเจ้าของคลื่นความถี่เอง แต่ฝันของกูเกิลที่จะลุยเข้าสู่ตลาดสื่อสารไร้สายก็ยังไม่สูญสลายไปไหนเพราะกูเกิลก็ยังเข้าถึงเครือข่ายสื่อสารไร้สายได้ โดยไม่ต้องเสียเงินในการวางเครือข่ายเองสักแดงเดียว
อันที่จริงแนวคิดที่จะสร้างเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมเองอาจไม่เคยอยู่ในหัวของกูเกิลเลยก็ว่าได้ เพราะจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการเปิดเครือข่ายที่ปิดไว้ นายจิม ฟรีดแลนด์ นักวิเคราะห์จากโคเวน ระบุถึงเครือข่ายที่เดิมมีผู้ให้บริการเครือข่ายเป็นผู้ควบคุมและมีสิทธิ์โดยชอบที่จะคัดเลือกค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและบริการที่จะใช้บนเครือข่ายของตน
หากแต่มีการวางกฎเกณฑ์ใหม่สำหรับผู้ชนะการประมูลในคราวนี้ต้องเปิดกว้างการใช้งานของเครือข่ายให้อุปกรณ์และระบบงานหรือซอฟต์แวร์ของบริษัทอื่นเข้ามาใช้ได้ด้วย ซึ่งกฎดังกล่าวมีกูเกิลเป็นผู้สนับสนุนหลักมาแต่ต้น
นายมาร์ติน พิกโคเนน นักวิเคราะห์จากโกลบอล คราวน์ แคปิตอลแสดงทรรศนะว่า ธุรกิจที่สร้างผลกำไรได้อย่างมากสำหรับกูเกิลคือ การขายโฆษณาออนไลน์ที่อยู่บนบริการค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์ หากแต่การสร้างและบริหารเครือข่ายสื่อสารไร้สายที่เป็นของตนเองจะกระทบต่อส่วนต่างกำไรของธุรกิจซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราวๆ 30%
สะท้อนให้เห็นว่าการที่กูเกิลจะทุ่มทุนเพื่อได้เป็นเจ้าของเครือข่ายเองย่อมไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง แต่หากจะให้เครดิตกับกูเกิลในการมีชื่อเข้าร่วมกับการประมูลไลเซนส์คลื่นไร้สายในครั้งนี้คงจะมีเพียงกรณีเดียวคือ ช่วยดันราคาการประมูลให้ผู้ชนะไลเซนส์เครือข่ายไร้สายทั่วประเทศต้องจ่ายในราคาที่แพงขึ้น
ทั้งนี้ คลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์เดิมทีเป็นคลื่นที่จัดสรรไว้ให้กับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงการใช้เทคโนโลยีจากอะนาล็อกไปเป็นดิจิตอลภายในต้นปี 2552 คลื่นที่จัดสรรไว้จึงว่างลง ซึ่งคลื่นความถี่ดังกล่าวเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายการสื่อสารความเร็วสูงตลอดจนผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเพราะ คลื่นสัญญาณช่วงดังกล่าวสามารถเดินทางไปได้ในระยะไกลทั้งยังผ่านกำแพงได้ดีกว่าคลื่นความถี่วิทยุที่ใช้กันอยู่ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับการออกให้บริการครอบคลุมได้ทั่วประเทศ
อีกกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งที่รอผลสรุปจากการประมูลคลื่นอย่างใจจดใจจ่อ และจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าผู้ชนะการประมูลและกูเกิล ก็น่าจะเป็นบรรดาผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายไร้สาย ที่นักวิเคราะห์มองว่าเตรียมนับวันรอรับทรัพย์ได้ในอีก 2 ปี ข้างหน้าจากการยกเครื่องอุปกรณ์ของผู้ให้บริการเครือข่าย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายไร้สายที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์ไปด้วย เช่น อีริคสัน อัลคาเทล-ลูเซ่น นอร์เทล เน็ตเวิร์กส โนเกีย ซีเมนส์ และโมโตโรล่า ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ป้อนให้กับผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายของสหรัฐฯ อยู่แต่เดิม แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่อาจมองข้ามคู่แข่งหน้าใหม่อย่างหัวเหว่ย และแซททีอี ซึ่งน่ากลัวในแง่การแข่งขันกันด้านราคา
โดยเอทีแอนด์ทีซึ่งทุ่มทุนไปมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเวอไรซอน ไวร์เลส อีกมากกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เผยว่า คลื่นความถี่ใหม่ที่ประมูลได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในการขยายบริการด้านข้อมูลซึ่งรวมบริการทุกอย่างตั้งแต่การท่องเว็บไปจนถึงดาวน์โหลดเพลง
แม้ว่าทั้งคู่จะไม่ระบุว่าจะอิงเทคโนโลยีใดแต่เป็นที่คาดกันว่าน่าจะใช้คลื่นดังกล่าวออกให้บริการเทคโนโลยีไร้สายความเร็วสูงที่เรียกว่า Long Term Evolution (LTE) ซึ่งคาดว่ากว่าจะพร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์อาจต้องรอจนถึงปี 2553 หรือไกลกว่านั้น ทำให้ไม่อาจประเมินงบประมาณที่ใช้สร้างเครือข่ายได้ง่ายนัก แต่หากอิงกับเครือข่ายทั่วไปที่มีอยู่ในปัจจุบัน นายสตีฟ เคลเมนต์ นักวิเคราะห์จากแปซิฟิก
เครส ซีเคียวริตี้ส์ ประเมินว่าเวอไรซอน์ ไวร์เลสอาจใช้งบราว 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอีกราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเอทีแอนด์ทีในการสร้างเครือข่ายที่ใช้งานบนคลื่นความถี่ใหม่นี้














