โมโตโรล่าทนแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นไม่ไหว ล่าสุดประกาศแยกหน่วยธุรกิจด้านโทรศัพท์มือถือออกจากธุรกิจอื่นๆ ไปตั้งเป็นอีกบริษัทแล้ว หวังปรับสถานะบริษัทที่ประสบภาวะขาดทุนจากธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารไร้สาย คาดการดำเนินการจะเสร็จสิ้นภายในปี 2552 ด้านนักวิเคราะห์ยังมองแตกต่างทั้งในเชิงบวกและลบ
ในที่สุดบริษัท โมโตโรล่า อิงค์ฯ ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ก็ยอมประกาศแยกหน่วยธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ออกมาจากหน่วยธุรกิจอื่น ตั้งเป็นบริษัทใหม่ต่างหากแล้ว หลังจากเผชิญแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นมานานถึง 2 ปี ไม่เพียงธุรกิจไม่สามารถทำกำไรได้เข้าเป้าแต่ยังเผชิญปัญหาส่วนแบ่งตลาดลดลงต่อเนื่อง
การตั้งบริษัทมหาชนขึ้นใหม่ 2 บริษัทโดยแยกจากกันเด็ดขาดจะช่วยปรับปรุงจุดยืนด้านการบริหารและเรื่องโครงสร้างการลงทุนให้ชัดเจนและเหมาะสมกับความจำเป็นของธุรกิจแต่ละส่วน ทำให้แต่ละธุรกิจหันมุ่งเสริมจุดแข็งและแก้จุดด้อยได้ดีขึ้น ทั้งยังจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจโดยรวมในการขับเคลื่อนไปข้างหน้า นายเกรก บราวน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโมโตโรล่ากล่าวต่อกรณีการแยกหน่วยธุรกิจโทรศัพท์มือถือออกไป
ทั้งนี้ นายบราวน์ จะทำหน้าที่ดูแลการบริหารธุรกิจในส่วนที่ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือต่อไปซึ่งประกอบด้วยหน่วยธุรกิจทีวี เซ็ต-ท็อป บ็อกซ์ โมเด็ม อุปกรณ์ด้านประมวลผล และอุปกรณ์ด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ขณะที่ธุรกิจด้านโทรศัพท์มือถือจะต้องหาผู้บริหารคนใหม่เข้ามาดูแล โดยที่ผู้ถือหุ้นจะเป็นเจ้าของหุ้นในทั้งสองบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้น และหากว่าแผนการแยกธุรกิจออกเป็นสองบริษัทได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับดูแลแล้ว การแยกออกเป็นสองบริษัทจะแล้วเสร็จภายในปี 2552 หากแต่ถึงตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าหนึ่งในสองบริษัทนี้หรือว่าทั้งคู่จะดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์โมโตโรล่า
นายคาร์ล ซี. อิคาห์น นักลงทุนที่เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของโมโตโรล่าในสัดส่วน 6.3% หรือ 142.4 ล้านหุ้น และพยายามกดดันให้โมโตโรล่าแยกธุรกิจโทรศัพท์มือถือออกไปตั้งแต่แรกระบุว่า การประกาศแยกธุรกิจที่มีขึ้นค่อนข้างล่าช้า ในฐานะที่ตนเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโมโตโรล่า ยังมีความกังวลว่าทีมบริหารที่จะตั้งขึ้นใหม่ให้มาดูแลส่วนธุรกิจโทรศัพท์มือถือจะเร่งดำเนินการแก้ไขธุรกิจดังกล่าวให้ฟื้นกลับมาได้เร็วเพียงใด
ข้อมูลของบริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ฯระบุว่า ส่วนธุรกิจโทรศัพท์มือถือในปี 2550 ทำรายได้ให้กับโมโตโรล่าคิดเป็นสัดส่วน 52% อยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง ส่วนแบ่งในตลาดโลกปี 2550 ตกลงไปอยู่ที่ 13% จากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 21% ยอดขายตกลง 33% มาอยู่ที่ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่มียอดขาดทุนสูงถึง 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่างจากธุรกิจส่วนอื่นที่จะรวมเป็นบริษัทเดียวกันยังดำเนินไปได้ดี โดยรายได้หน่วยธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) และโซลูชันไร้สาย ซึ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เครือข่ายบรอดแบนด์ไร้สายสำหรับองค์กรเพิ่มขึ้น 43% ในปี 2550 คิดเป็นมูลค่า 7,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยอดขายในหน่วยธุรกิจบ้านและเครือข่ายซึ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เซ็ต-ท็อป บ็อกซ์ เพิ่มขึ้น 9% คิดเป็นมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นายทาวิส แมคคอร์ท นักวิเคราะห์จากมอร์แกน คีแกน แอนด์ โค มองว่าการแยกธุรกิจออกเป็นสองส่วนเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราจะทำให้สามารถปรับธุรกิจสื่อสารไร้สายของโมโตโรล่าได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคล่องตัวขึ้น หากแต่นักวิเคราะห์บางกลุ่มยังวิตกในแผนธุรกิจระยะยาว เช่น กรณีนายเดวิด หว่อง นักวิเคราะห์จากวาโคเวีย ที่ยังไม่แน่ใจว่าการแยกธุรกิจโทรศัพท์มือถือออกมาจะช่วยฟื้นธุรกิจได้ เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้วการฟื้นธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่ดีที่สุดควรจะให้อยู่ในฝ่ายเดียวกับหน่วยธุรกิจอื่นๆ ที่มีความมั่นคงและมีผลกำไรมากกว่า














