จั่วหัวกันขึ้นมาแบบนี้ แน่นอนว่าไม่พ้นเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างเจ้าอุปกรณ์สื่อสารพกพากับสุขภาพของผู้ใช้อยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันว่า มีความพยายามในการวิจัยเพื่อหาผลกระทบจากการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีต่อสมอง แต่งานวิจัยหลายๆ ชิ้นต่างก็ไม่สามารถยืนยัน ชี้ชัดลงไปได้ว่าอันตรายที่เกิดกับสมองมาจากการใช้งานโทรศัพท์มือถือหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ หรือในฝรั่งเศสและนอร์เวย์ ซึ่งได้ข้อสรุปในแนวทางเดียวกันว่า โอกาสที่โทรศัพท์มือถือจะทำให้เกิดเนื้องอกในสมองยังไม่เป็นที่แน่ชัดและต้องอาศัยการวิจัยต่อไปในอนาคต
หากแต่ล่าสุด ดร.โรนัลด์ บี. เฮอร์เบอร์แมน ผู้อำนวยการ จากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ขอเป็นตัวแทนของกลุ่มป้องกันไว้ก่อนดีกว่าสายเกินแก้ ด้วยการส่งข้อความเตือนกระจายถึงคนในคณะและเจ้าหน้าที่ รวมกว่า 3,000 ราย ให้ตระหนักถึงการใช้งานโทรศัพท์มือถือและโอกาสเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอันตรายกับเด็ก ซึ่งหากไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้เลยเพราะเป็นวัยที่สมองกำลังอยู่ในขั้นการพัฒนา
การกล่าวเตือนดังกล่าวอ้างอิงจากข้อมูลที่ยังไม่มีการเผยแพร่ออกมา แต่ ดร.เฮอร์เบอร์แมนก็ให้แง่คิดไว้ว่า กว่าจะได้คำตอบในเชิงวิทยาศาสตร์ก็อาจใช้เวลานานเกินไป และเชื่อว่าคนเราควรตระหนักถึงการป้องกันไว้ก่อนที่จะมาเสียใจกันในภายหลัง โดยตามข้อแนะนำคือ ผู้ใหญ่ควรใช้โทรศัพท์มือถือให้ห่างจากศีรษะมากที่สุด หรือจะให้ดี ก็ควรใช้ชุดหูฟังหรือหูฟังไร้สาย แม้กระทั่งการใช้โทรศัพท์มือถือในที่สาธารณะ เช่น ในรถประจำทาง ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เนื่องจาก เครื่องจะปล่อยสนามแม่เหล็กออกมากระทบต่อผู้ร่วมสัญจร
โดยตัวรังสีที่แผ่ออกจากสนามแม่เหล็กที่ออกมาจากเครื่องโทรศัพท์มือถือนี้เอง ในวงการวิทยาศาสตร์คาดกันว่า เป็นปัจจัยที่ทำอันตรายกับสุขภาพผู้ใช้โดยเฉพาะกับเด็กเล็กได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังหาข้อสรุปไม่ได้
การออกมากล่าวเตือนของ ดร.เฮอร์เบอร์แมนได้รับการสนับสนุนอีกทีจากเดฟรา ลี ดาวิส ผู้อำนวยการของศูนย์เนื้องอกของมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก ซึ่งให้ความเห็นไว้ว่า แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโทรศัพท์มือถือเป็นอันตรายหรือไม่ แต่ก็ไม่ทราบแน่ชัดเช่นกันว่าโทรศัพท์มือถือจะปลอดภัยหรือไม่
ในด้านการวิจัยเพื่อพิสูจน์ความจริงก็คงต้องพยายามกันต่อไป แต่อีกมุมหนึ่งด้านดีๆ ของเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายก็ยังมี ไม่เพียงประโยชน์เพื่อการติดต่อสื่อสารโดยตรงเท่านั้น ยังมีความพยายามต่อยอดเทคโนโลยีในด้านอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งในกรณีการนำโทรศัพท์มือถือมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพก็มีเหมือนกัน และประเทศที่ดูจะล้ำหน้ากว่าใครก็คงไม่พ้นญี่ปุ่น
โดยบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายในญี่ปุ่นต่างแข่งกันพัฒนาบริการบนโทรศัพท์มือถือให้เป็นผู้ช่วยเพื่อรักษาสุขภาพของผู้ใช้งาน เริ่มตั้งแต่ค่ายเอยู ของบริษัทเคดีดีไอฯ ที่เปิดตัวบริการใหม่เมื่อต้นปีนี้ในชื่อ สมาร์ท สปอร์ตส์
โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดที่ออกมาจะผนวกด้วยเทคโนโลยีแบบเต็มรูปแบบ ประสานการทำงานระหว่างตัวเซนเซอร์จับความเคลื่อนไหว/เทคโนโลยีแสดงพิกัดบนพื้นโลก หรือจีพีเอส ในระหว่างที่ผู้ใช้กำลังวิ่ง การก้าวแต่ละก้าว ระยะทางและแคลอรีที่เผาผลาญออกไปจะถูกวัดและเก็บบันทึกไว้ โดยโทรศัพท์มือถือแม้ไม่ได้เปิดใช้ในระบบงาน วิ่งและเดินก็ยังจะทำงานได้โดยอัตโนมัติ และข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้หลังจากนั้นจะส่งไปที่เครื่องแม่ข่ายและสามารถเรียกดูและวิเคราะห์ผลได้ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์
ขณะเดียวกัน เนื่องจากเพลงก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการออกกำลังกาย บริการของเอยู ในชื่อ ลิสโม เปิดให้ดาวน์โหลดเพลง และเลือกเปิดฟังได้ แต่หากต่อเข้าสู่ระบบเล่นเพลง บีตรัน ตัวระบบงานจะช่วยจับคู่เพลงให้เข้ากับจังหวะการออกกำลังกายของผู้ใช้ได้เองอีกด้วย
จากสถิติของเว็บสมาร์ท สปอร์ตส์ สุดสัปดาห์ที่แล้วมีผู้ใช้บริการเพื่อออกกำลังกายทั้งสิ้น 7,200 คน รวมตลอดทั้งเดือนกรกฎาคมมีผู้เข้าไปใช้บริการแล้วทั้งสิ้น 54,000 คน คิดเป็นระยะทางที่มีการวิ่งและเดินมากกว่า 1 ล้านกิโลเมตรและเผาผลาญแคลอรีรวมกันแล้ว 38 ล้านกิโลแคลอรี
ส่วนค่ายคู่แข่งอย่างเอ็นทีที โดโคโม ก็กำลังพัฒนาโปรแกรมสำหรับโทรศัพท์มือถือที่เกี่ยวกับสุขภาพเช่นกัน ในที่นี้รวมถึงระบบวัดระดับหรือตรวจความดันโลหิตส่งข้อมูลเข้าไปยังเครื่องโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้ผ่านเทคโนโลยีเชื่อมต่อไร้สายบลูทูธ ซึ่งโดโคโม ตั้งเป้าทำตลาดในกลุ่มองค์กรด้านสโมสรสุขภาพ และโรงพยาบาลให้เข้าร่วมกับบริการดังกล่าว ซึ่งจะทำให้สามารถตรวจหาข้อมูลพื้นฐานด้านสุขภาพให้กับคนไข้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายดายและเป็นแบบอัตโนมัติภายใต้ความยินยอมจากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ โดยระบบดังกล่าวทางโดโคโมคาดว่าจะเริ่มออกให้บริการได้ภายในปีหน้า














