ช่วงนี้น้องๆ เยาวชน ก็คงได้เวลาเปิดเทอมไปโรงเรียนกันแล้ว ส่วนใครที่ศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยคงต้องอดใจรออีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ ถึงจะได้เวลาเข้าห้องเรียนเพื่อศึกษาหาความรู้กัน
สำหรับคอลัมน์เวทีนวัตกรรมในวันนี้ก็ยังคงเหมือนเช่นเคย ที่จะเผยแพร่โครงงานที่ได้รับรางวัลในการประกวดโครงการ ” เดลินิวส์-SCG ประกวดเจ้าความคิด” หัวข้อที่ 6 คือ “นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัย” ซึ่งทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ เครือซิเมนต์ไทยร่วมกันจัดขึ้น
โครงงานชิ้นนี้มีชื่อว่า”หน้ากากปลอดภัย” ซึ่งเป็นโครงงานชิ้นสุดท้ายที่ได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดหัวข้อที่ 6 นี้ โดยเป็นผลงานของ นายเจษฎา ธีรพิทักษ์ นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ ร้อยเอ็ด
น้องเจษฎา บอกว่า โครงงานชิ้นนี้เป็นสิ่งประดิษฐ์ ที่คิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ต้องเรียนรู้ในเรื่องการเชื่อมเหล็กด้วยไฟฟ้า และช่างเชื่อมเหล็กด้วยไฟฟ้า ที่ไม่ค่อยชอบใช้หน้ากากเวลาเชื่อมเหล็ก ซึ่งอาจส่งผลเสียให้เกิดปัญหาทางสายตาตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาการเห็นภาพไม่ชัดเจน เจ็บตา เคืองตา หรือบางรายอาจมีอันตรายถึงขั้นตาบอดได้
จากปัญหาดังกล่าวจึงได้คิดวิธีแก้ปัญหาด้วยการประดิษฐ์ “หน้ากากปลอดภัยขึ้น” โดยการทำงานของหน้ากากปลอดภัยนี้ จะอาศัยหลักการเมื่อเกิดแสงจ้าขึ้นบริเวณจุดเชื่อม จะส่งผลให้อุปกรณ์ตรวจรับแสง(Sensor) ที่ติดไว้ด้านหน้าของหน้ากากทำงาน เปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานไฟฟ้า แล้วส่งไปยังหน่วยควบคุม(Control) จากนั้นหน่วยควบคุม จะบังคับให้สวิตซ์ตัดต่อ(Relay)ปิด-เปิด วงจรให้กระแสไฟฟ้าใหลผ่านขดลวด(Coil) เพื่อให้เกิดอำนาจแม่เหล็กขึ้นที่ขดลวด ซึ่งจะทำการดูดและผลักกับแม่เหล็กถาวรที่ติดไว้กับกระจกทึบแสง ทำให้กระจกทึบแสงเคลื่อนตัวเปิดและปิดโดยอัตโนมัติ
สำหรับการประดิษฐ์นั้นให้ใช้แผ่นกระจกทึบสำหรับกรองแสง นำมาติดแกนและแม่เหล็กถาวร และใช้ลวดทองแดงอาบน้ำยาเบอร์ 30 พันรอบแกนท่อพีวีซีประมาณ 250 รอบ จำนวน 4 ชุด เพื่อทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กไฟฟ้า และนำมาประกอบเป็นอุปกรณ์ชุดควบคุมและชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ เพื่อให้เป็น”หน้ากากปลอดภัย” ที่ใช้ในงานเชื่อมเหล็ก
โดยวิธีการใช้งานนั้นผู้ที่เชื่อมเหล็กต้องคาดหน้ากากไว้ที่หน้า โดยช่องมองอยู่ตรงตำแหน่งตาของผู้สวมใส่ และคาดสายรัดรอบศรีษะ ส่วนสายรัดเส้นล่างใช้รัดกับคางให้แน่น เมื่อมีแสงสว่างหรือรังสีขณะทำงานหน้ากากก็พร้อมทำงานเพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสายตา ซึ่งขณะทำงานผู้ที่สวมใส่ก็สามารถใช้มือทั้งสองข้างหยิบจับสิ่งของได้โดยไม่ต้องใช้มือถือหน้ากากเหมือนเดิมอีกต่อไป
ทั้งนี้ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้นั้น คือช่วยลดอาการบาดเจ็บและอันตรายจากแสงสว่างและรังสีขณะทำงานได้อย่างดี นอกจากนี้สามารถใช้มือทั้งสองข้างหยิบจับชิ้นงานได้ และหน้ากากสามารถป้องกันแสงได้อัตโนมัติ ระหว่างที่หน้ากากเปิดออกสามารถค่อยๆ แหย่ปลายธูปเชื่อมลงไปโดยไม่ต้องระวังแสงเข้าตา
สำหรับความคิดเห็นของคณะกรรมการตัดสินฯ มองว่า โครงงานชิ้นนี้มีแนวความคิดที่ใช้ได้ แต่อาจจะมีความยากในการประดิษฐ์และสร้างงาน นอกจากนี้อุปกรณ์บางอย่างที่ใช้ เช่น กระจก อาจมีราคาแพง ทำให้ต้นทุนในการประดิษฐ์เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้สำหรับน้องๆ คนอื่น ถ้าอยากเข้าร่วมกิจกรรมกับโครงการฯ เหมือนเพื่อนๆที่ได้รับรางวัลก็รีบคิดโครงงานส่งเข้าประกวดกันได้ เพราะตอนนี้ทางโครงการฯ กำลังเปิดรับโครงงานในหัวข้อที่ 7 คือ ”นวัตกรรมเพื่อการประหยัดพลังงาน ” ในระหว่าง วันที่ 1 เม.ย.-31 พ.ค. 2550 นี้
และหลังจบการประกวดโครงงานในหัวข้อที่ 7 แล้ว ทางโครงการฯ จะจัดให้มีการประกวดโครงงาน ชิงรางวัลใหญ่ คือ ”รางวัลแห่งปี” โดยมีเงินรางวัลทุนการศึกษารวมกว่า 790,000 บาท ซึ่งการประกวดรางวัลแห่งปีนี้จะเปิดโอกาสให้เยาวชนที่สนใจ ได้ส่งผลงานนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องอะไรก็ได้เข้าประกวด
ทั้งนี้ผู้ที่จะส่งโครงงานเข้าประกวด”รางวัลแห่งปี” นั้นไม่จำเป็นต้องเคยส่งผลงานหรือเคยได้รับรางวัลในการประกวดแต่ละหัวข้อมาก่อน แต่ต้องทำแบบจำลองหรือโมเดลของโครงงานนั้นๆส่งเข้ามาด้วย ส่วนผู้ที่เคยได้รับรางวัลที่ 1-3 ในแต่ละหัวข้อก็มีสิทธิส่งผลงานเข้าประกวด และต้องทำแบบจำลองหรือโมเดลของชิ้นงานแล้ว ส่งกลับมาที่โครงการฯ ด้วยเช่นกัน
สามารถส่งโครงงานหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสื่อสารองค์กร อาคารสำนักงานใหญ่ 2 ชั้น 1 บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เลขที่ 1 ถนนปูนซิเมนต์ไทย บางซื่อ กรุงเทพฯ 10800 โทร. 0-2586-6612 โทรสาร 0-2586-2974 หรืออีเมลที่ vp2650@hotmail.com และ jirawatj@dailynews.co.th
| Hit : dquo ldquo รางวัลแห่งปี หน้ากากปลอดภัย 2586 |














