9 มกราคม 2551 สนามบินนานาชาติ ชางยี สิงคโปร์ ต้อนรับศักราชใหม่โดยการเปิดอาคารผู้โดยสาร (terminal) หลังที่ 3 ทุ่มทุนกว่า 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ สร้างนวัตกรรมสนามบินเทรนด์ปกป้องภาวะโลกร้อน เลือกอุปกรณ์ก่อสร้างทุกชิ้นเน้นอนุรักษ์ธรรมชาติ เนรมิตโลกสีเขียวขึ้นกลางอาคาร โครงสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางบริการภายในเทอร์มินอล 3 เชื่อมต่อกับเทอร์มินอล 1 และ 2 มีความทันสมัยด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ขณะเดียวกันวัสดุอุปกรณ์ตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงหลังคาอาคารก็เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ผู้ใช้บริการทุกคน
ขยายพื้นที่รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 22 ล้านคน เมื่อรวมกัน 3 เทอร์มินอล จากนี้ไปชางยีจะรับ ผู้โดยสารได้ถึง 70 ล้านคน/ปี โดยลงทุนสร้างรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนรางคู่ความเร็วสูง (MTR) ทะลุถึงอาคารขาเข้า ขาออก และ ต่อเที่ยวบิน ให้บริการผู้โดยสารอย่างรวดเร็วทุก 2-4 นาที ขณะเดียวกันก็เพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์มากที่สุด 2 หมื่นตารางเมตร ดึงสินค้ายอดนิยมระดับโลกเข้ามาลงทุนเปิดบริการ 300 แบรนด์
นายลิม คิม ชุน ผู้อำนวยการบริหารและประธานกรมการขนส่งทางอากาศสิงคโปร์ (Civil Aviation Autority of Singapore : CAAS) เปิดเผยว่า 9 มกราคมนี้สิงคโปร์จะเปิดประวัติศาสตร์การบินเพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำศูนย์กลางการบินเอเชีย (Asia aviation hub) เป็นแม่เหล็กดึงดูดการขนส่งทางอากาศ การท่องเที่ยว สามารถยกระดับเอเชียแข่งขันกับทั่วโลกได้เต็มที่
โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การวางเป้าหมายสร้างรายได้แบบครบวงจรจากกิจการร้านค้าเชิงพาณิชย์ (non-aero) เกิน 70% คงรายได้จากกิจการการบินไว้เพียง 30% จูงใจสายการบินนานาชาติเปิดเที่ยวบินตรงนำนักเดินทางและนักท่องเที่ยวจากนานาชาติตรงเข้าสิงคโปร์และกระจายไปยังประเทศอื่นทั่วเอเชีย
แผนผังเทอร์มินอล 3 ได้รับการออกแบบเป็นศูนย์รวมร้านค้าปลีก ภัตตาคาร ร้านอาหาร และโซนเอกลักษณ์สินค้าแต่ละประเภท ได้แก่ โซน โซนี่สไตล์ ขายเครื่องไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ โซน FIFA ขายอุปกรณ์กีฬาระดับโลก FIFA officail store โซน APPLE I-STORE ขายสินค้านวัตกรรมไฮเทคแบรนด์แอปเปิล โซนแฟชั่น จากยุโรป อาทิ Ferrari, Marc OPolo และ Fat Face
พื้นที่บริเวณขาออกและต่อเที่ยวบินชูความเป็นศูนย์รวมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีฮาร์ดร็อค คาเฟ่ Il Lido Wine & Tapas Louge และ Guyian Belgium Chocolate Cafe หากจะเดินทางออกนอกประเทศก็มีตู้ตรวจเอกสารหนังสือเดินทางอัตโนมัติ e-passport เร็วกว่า fast track lane ยิ่งกว่านั้นมีจุดชมวิวเครื่องบินชั้น 4 เรียกว่าวิวมอลล์ และมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้ฟรีทุกจุด
ลิม คิม ชุน กล่าวว่า เมื่อธันวาคม 2550 แต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่ 10 คน นำที่ปรึกษาจากสถาบันการบินสิงคโปร์เข้ามาร่วมด้วยเพื่อวางยุทธศาสตร์พัฒนาคน การบินสากล บอร์ดชุดนี้ตั้งเป้าความสำเร็จจะช่วยกันสร้างสิงคโปร์เป็นผู้นำ 10 อุตสาหกรรมหลักทางการบิน ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านแต่ก็ระดม ผู้เชี่ยวชาญมารวมเป็นหนึ่งเดียวกันทางด้าน เชื้อเพลิงการบิน ฝึกอบรม สร้างโปรแกรมพัฒนา และสร้างความเป็นแม่เหล็กดึงสายการบินนานาชาติเปิดบินตรงมายังสิงคโปร์
ตั้งแต่กลางธันวาคม 2550 จนก่อนถึงวันเปิด เทอร์มินอล 3 ชางยีลงทุนจัดกิจกรรมโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ขายตั๋วให้คนเข้าชมเทอร์มินอล 3 ราคา 1-3 เหรียญสิงคโปร์/คน/วัน และเปิดให้ คู่บ่าวสาวใช้พื้นที่ในอาคารตกแต่งเป็นสถานที่ แต่งงานจัดเลี้ยงบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ เมื่อ 4 มกราคม 2551 จัดคอนเทสต์หาคู่บ่าวสาว ชนะเลิศลุ้นรางวัลไป ฮันนีมูนปารีสมูลค่า 7.65 แสนบาท (3 หมื่นเหรียญสิงคโปร์)
สิงคโปร์สามารถถ่ายทอดยุทธศาสตร์ความเป็น ฮับการบินเอเชีย ชัดเจนมีขั้นตอนวัดผลได้ แตกต่างจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. วันที่ 25 มกราคมนี้จะประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2550 เพื่อแจ้งผลการดำเนินงานซึ่งมีแนวโน้มเชิงลบ อันเป็นผลพวงจากหลายปัจจัยโดยเฉพาะบทบาทการกำกับนโยบายของบอร์ดชุด พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร เน้นความขัดแย้งกับทุกฝ่ายมาก เกินเหตุหรือไม่ !? จึงส่งผลให้ ทอท.ขาดรายได้ ไม่สามารถขยายการลงทุนต่อเนื่องได้ตามแผนงาน และ/หรือยังก่อให้เกิดความสับสนพร้อมแรงต้านจากสายการบินผู้ใช้บริการทั่วโลกต่อนโยบาย เปิดให้เที่ยวบินระหว่างประเทศสมัครใจกลับ ไปใช้ดอนเมืองคู่กับสุวรรณภูมิ
ปัญหารุนแรงที่สุดหลังจากบอร์ดมีมติ ค้าความ กับบริษัท คิง พาวเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของสัมปทานพื้นที่จำหน่ายสินค้าปลอดอากร (airport dutyfree) และพื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์ (commercial area) สนามบินสุวรรณภูมิ ล่าสุดเมื่อ 28 ธันวาคม 2550 ศาลมี คำพิพากษา 2 ประเด็น 1) ให้นำสำนวนคดีฟ้องร้องไปดำเนินการกันในศาลแพ่ง ระหว่าง คิง พาวเวอร์ฯ โจทก์ยื่นฟ้องกรณีถูกมติบอร์ด ทอท. ผู้เป็นจำเลยอ้างไม่มีสัญญาสัมปทานธุรกิจทั้ง 2 ประเภทต่อกันกับ ทอท.และ/หรือเป็นโมฆะนั้น คิง พาวเวอร์ เรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายจาก ทอท.เป็นมูลค่า 68,000 ล้านบาท
2) ให้คู่กรณี ทั้ง 2 ฝ่ายไปไกล่เกลี่ยการ ใช้พื้นที่ประกอบธุรกิจร้านค้าทั้งหมดในสุวรรณภูมิต่อไป และ/หรือหากไม่ยอมไกล่เกลี่ยให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ศาลจะเป็นผู้ชี้ขาดโดยให้ตัวแทน ทั้ง 2 ฝ่ายมารับฟังคำตัดสินอีกครั้งวันที่ 31 มกราคม 2551
นักวิเคราะห์จากวงการบินนานาชาติแสดง ความเห็นว่า นอกจากบอร์ดและฝ่ายบริหาร ทอท.จะทำให้รายได้สุวรรณภูมิลดลงเพราะมุ่ง ค้าความกับเอกชนซึ่งเป็นผู้ดึงทั่วโลกเข้ามาลงทุนนำสินค้าแบรนด์ดังโดดเด่นกว่าสนามบินคู่แข่งในเอเชียหลายประเทศ แต่ก็ถูกบอนไซจากบอร์ด ทอท.ทั้งที่รายได้จากกิจกรรมเชิงพาณิชย์เป็นหัวใจหลักของการบริหารสนามบิน 60-70%
เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกหันมาแข่งกันทำ โปรโมชั่นลดค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินขึ้น-ลง เพื่อดึงสายการบินนำลูกค้าผ่านเข้า-ออก ให้มากที่สุด ผลักดันให้ประเทศเป็นศูนย์กลางและผู้นำครบวงจร ทั้งชุมทางหรือฮับโลกทางด้านเมือง นักธุรกิจ-การท่องเที่ยว-การบิน แต่ ทอท. กลับตัดสินใจทำตรงกันข้าม แถมยังประกาศนโยบายสร้างความสับสนแก่สายการบินทั่วโลก ด้วยการจะเปิดสนามบินนานาชาติกรุงเทพให้ เที่ยวบินระหว่างประเทศขึ้น-ลง 2 แห่ง ทั้งดอนเมืองและ สุวรรณภูมิ จนถึงขณะนี้ก็ยัง ไม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
วันที่ 25 มกราคมนี้ กระทรวงการคลัง ผู้ถือหุ้นใหญ่ ทอท.ถึงเวลาต้องชำระบัญชี และ/หรือบอร์ดพลเอกสพรั่งควรมีมารยาท ยกทีมยื่นใบลาออก ดูกรมการขนส่งทางอากาศสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง เปิดทางให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาแก้ปัญหาจะดีกว่า
หน้า 24














