สัมภาษณ์พิเศษ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้อนรับรัฐบาลใหม่โดยขอให้ศึกษาพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างกลไกให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากกฎหมายใหม่ 4 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.บ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550 พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พ.ศ.2550 พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2550 และ พ.ร.บ.การมาตรฐานแห่งชาติ พ.ศ.2550
ภราเดช พยัฆวิเชียร ที่ปรึกษา 10 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการอุตสาหกรรมและการบริการ สนช. ให้สัมภาษณ์พิเศษ ประชาชาติธุรกิจ ถึงบทบาทวิธีการทำงานแนวใหม่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว องค์กรมหาชนด้านการท่องเที่ยว ต้องจัดโครงสร้างและกลไกการปฏิบัติใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายทำคลอดใหม่ทั้ง 4 ฉบับ
- จะต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงหน่วยงานหรือใครก่อนเป็นลำดับแรก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคนใหม่ที่จะเข้ารับตำแหน่งต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงก่อนเป็นลำดับแรก เพราะกฎหมายใหม่ทั้ง 4 ฉบับ ฉบับแรก พ.ร.บ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายใหม่โครงสร้างคณะกรรมการ (บอร์ด) ททท.ถูกเปลี่ยนแล้วโดยไม่ให้รัฐมนตรีท่องเที่ยวฯเป็นประธานบอร์ดอีก ต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างของ ททท. ซึ่งหลังจากตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวฯขึ้นแล้วต้องปรับบทบาทเป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่หลักเพียง 2 ส่วนเท่านั้น คือ หน่วยพัฒนาการตลาดและหน่วยโปรโมชั่น จึงควรปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองและการใช้งบประมาณ
วัตถุประสงค์การปรับ พ.ร.บ.ททท.จึงมุ่งทำให้เป็นองค์กรมืออาชีพ ใช้วิธีคัดเลือกบอร์ดจากบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม 1 ตัวแทนภาครัฐ ต้องมีความรู้และทำงานเกี่ยวข้องสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น ปลัดกระทรวงพาณิชย์
กลุ่ม 2 ตัวแทนภาคเอกชนจากสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งมี พ.ร.บ.ของตนเองเป็นกฎหมายรองรับ สามารถส่งผู้แทนเป็นบอร์ด ททท.ได้ 3 คน คนแรกประธานสภาท่องเที่ยว เป็นโดยตำแหน่ง และเสนอชื่ออีก 2 คน แต่ห้ามทำธุรกิจอยู่ในสาขาเดียวกับประธาน และใน พ.ร.บ.ททท.เปิดเงื่อนไขรองไว้ในข้อสังเกต หากสภาอุตฯท่องเที่ยวฯมีข้อขัดแย้งไม่ลงตัว สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) หรือสมาคมโรงแรมไทย มีสิทธิ์ส่งตัวแทนเป็นบอร์ดกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิได้
กลุ่ม 3 ตัวแทนกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯเสนอแต่งตั้ง ตามกติกาบังคับไว้ว่าจะต้องเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมีความรู้ความชำนาญในสาขาที่กำหนดด้านบริหารด้านการท่องเที่ยว และด้านสิ่งแวดล้อม
พ.ร.บ.ททท.ฉบับนี้สะท้อนให้เห็นภาพชัดว่าบทบาทจากนี้ไปจะไม่ใช่รัฐมนตรี ททท. แต่ควรจะขยับฐานะความรับผิดชอบเป็นรัฐมนตรีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการฃนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ
- ภารกิจที่ รมว.ต้องทำตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติอะไรบ้าง
ต้องทำทันที 2 ส่วน ส่วนแรก การวางแผนแม่บทพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งประเทศ ส่วนที่ 2 การดูแลผู้ประกอบธุรกิจอย่างจริงจัง เพราะทุกวันนี้ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบเหมือนกับกระทรวงอื่นๆ ซึ่งเป็นบทบาทแรกที่รัฐมนตรีท่องเที่ยวคนใหม่ต้องหาวิธีปรับรูปแบบการทำงานทั้งกระทรวง
เพราะตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้หวังให้กระทรวงการท่องเที่ยวเป็นผู้นำการจัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ รื้อโครงสร้างการทำงานเดิม ซึ่งเน้นแต่การดูแลนโยบายมากกว่าการปฏิบัติซึ่งกระจายไปให้กระทรวงอื่นทำ เช่น กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาดไทย
ต่อไปนี้รัฐมนตรีใหม่ต้องวางแนวทางภายในกระทรวงท่องเที่ยวฯให้เรียบร้อยก่อน เพราะ ตอนนี้ยังขาดเครื่องมือที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ จึงต้องสร้าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติขึ้น และระบุคุณสมบัติกรรมการชุดนี้ ต้องมี นายกรัฐมนตรี เท่านั้นมานั่งเป็นประธาน จะมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเหมือนก่อนไม่ได้แล้ว ส่วนกรรมการให้คัดและแต่งตั้งจาก 4 กลุ่ม
กลุ่ม 1 ภาคราชการ กระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวบังคับต้องเป็นรัฐมนตรีเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ส่วนกระทรวงสนับสนุนท่องเที่ยวทางอ้อม ให้แต่งตั้งปลัดกระทรวงเป็นกรรมการ
กลุ่ม 2 ภาคท้องถิ่น ต้องมาจากตัวแทน 3 หน่วยงาน ได้แก่ สันนิบาตเทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล
กลุ่ม 3 ภาคเอกชน กรรมการคนแรกคือประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวฯเป็นโดยตำแหน่งที่เหลือต้องเสนอชื่อผ่านทางสภาอุตฯท่องเที่ยวฯ
กลุ่ม 4 ผู้ทรงคุณวุฒิ คัดจากสถาบันอุดมศึกษาสาขาที่เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ตามกำหนด
หัวใจของ พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดแกนชัด 1)นายกรัฐมนตรีเป็นประธานห้ามแต่งตั้งรองนายกฯ 2)ต้องประชุมติดต่อกันปีละไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง 3)กำหนดจำนวนโควตาที่จะเข้ามาทำหน้าที่บอร์ดอย่างชัดเจน ส่วนเลขาธิการบอร์ดให้สำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯทำ โดยโครงสร้างภาพรวมเพื่อขับเคลื่อนการวางแผนแม่บทต่อเนื่องมีประสิทธิภาพต่างจากเดิมคณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งชาติ มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่การทำงานไม่ต่อเนื่องขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ละยุคจะเห็นความสำคัญหรือไม่เมื่อมี พ.ร.บ.ฉบับใหม่ทุกอย่างจะเดินทางอย่างมีทิศทางและทุกฝ่ายต้องปฏิบัติร่วมกัน
- จะทำให้ภาคปฏิบัติสัมฤทธิผลจริงได้อย่างไร
ขณะนี้แนวคิดของ สนช.กับคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สอดคล้องกัน กรณีกระทรวงท่องเที่ยวฯไม่ควรตั้งหน่วยงานเพิ่ม แต่สิ่งที่ต้องทำตาม พ.ร.บ.นี้คือ สำนักปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯต้องสร้างหน่วยงานจัดทำข้อมูล inteligent unit กับงานวิจัยและพัฒนา (reserch & development : R&D) โดยวิธีเหมาจ้างสถาบันการศึกษา ส่วนกระทรวงมีหน้าที่จัดสรรงบฯต่อเนื่องให้งานเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ทำเหมือนกับทีดีอาร์ไอด้านท่องเที่ยว
ผู้ที่ต้องรับบทหนักก็ยังคงเป็นรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯ ซึ่งจะต้องใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์ 3 ด้าน ด้านแรก การจัดทำโครงสร้างแผนแม่บทอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ด้าน 2 ดูแลพัฒนาการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม ด้าน 3 ดูแลการปรับโครงสร้างกระทรวงและหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งหมด
เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบาย ท่องเที่ยวแห่งชาติ เขียนไว้ชัดว่าตามกฎหมายใหม่ต้องปรับโครงสร้างหน่วยงานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงท่องเที่ยวฯ โดยต้องจัดการลำดับแรก 2 องค์การมหาชน
ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ซึ่งเป็นหัวหอกทำ issue base และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ที่เข้าเป็นแขนขาการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวของสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว (สพท.) กระทรวงท่องเที่ยวฯ ส่วนบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (ทีพีซี) เจ้าของบัตรอีลิทการ์ด กับบริษัท ไทยลองสเตย์จัดการ จำกัด คงต้องปล่อยไปเพราะดำเนินการในรูปบริษัทจำกัด
- พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ กับ พ.ร.บ.การมาตรฐานแห่งชาติ ต้องให้ใครปรับตัวบ้าง
พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2550 (แก้ไขจากฉบับเดิม พ.ศ.2535) ฉบับนี้พุ่งเป้าเพิ่มประสิทธิภาพผู้ประกอบธุรกิจกับคุ้มครองผู้บริโภคเต็มรูปแบบ ดังนั้นจึงมุ่งเน้นการระบุ บทลงโทษ กลุ่มที่ 1 บริษัทนำเที่ยว ประเภทไม่มีใบอนุญาตประกอบการแต่ทำผิดซ้ำซากเมื่อจับได้จะลงโทษสถานหนักทั้งจำคุกและปรับเงิน ประเภทบริษัทมีใบอนุญาตลงทะเบียนถูกต้อง กับสำนักทะเบียนนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หากทำผิดครั้งแรกโทษ จะเบาเพียงแค่ปรับเงิน ถ้าผิดครั้งสองจะถอนใบอนุญาตทันที เมื่อทำผิดซ้ำซากเจอโทษร้ายแรงแบบเดียวกับบริษัทที่ไม่มีใบอนุญาตทั้งจำคุกและปรับ
กลุ่ม 2 มัคคุเทศก์ จะตั้งคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ทำหน้าที่ประกาศเขตพื้นที่ท่องเที่ยวที่กำหนดให้ใช้ มัคคุเทศก์ (guide) ท้องถิ่น ปฏิบัติหน้าที่ ต่างจากกฎหมายฉบับเดิมแยกประเภทไกด์ท้องถิ่นอินเตอร์ ในทางปฏิบัติพอไกด์ท้องถิ่นฝึกอบรมเข้าสู่ตลาดแต่กลับไม่มีงานทำเพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็ยังจ้างไกด์ส่วนกลางเข้าไปทำในท้องถิ่น
ส่วนการคุ้มครองผู้บริโภคนับจากนี้ไปกระทรวงท่องเที่ยวฯต้องตั้ง กองทุนคุ้มครองนักท่องเที่ยว ตาม พ.ร.บ. โดยรัฐบาลชุดนี้จะต้องจ่ายเงินสมทบก่อตั้งกองทุน วิธีการทำงาน เมื่อนักท่องเที่ยวร้องเรียนให้นำเงินกองทุนจ่ายชดเชยไปก่อน โดยไม่ต้องนำเงินประกันกองกลางของบริษัททัวร์ที่ลงทะเบียนไปใช้ หากตรวจสอบหลักฐานพิสูจน์จนได้ข้อยุติว่าบริษัทที่ถูกร้องเรียนมีความผิดจริงจึงจะหักเงินประกันจากบริษัทนั้นทันที
พ.ร.บ.การมาตรฐานแห่งชาติ ปัจจุบันเมืองไทยมีหลายหน่วยงานออกไปรับรองมาตรฐาน ส่วนใหญ่กระทรวงพาณิชย์จะดูแล แต่จากนี้ไป จะมีตัวแทนจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าร่วมเป็นบอร์ด 2 คน คือ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวกับประธานสภาอุตฯท่องเที่ยวฯ ต่อไปจะจัดตั้ง องค์กรกลางมาตรฐานแห่งชาติ เชื่อมรูปแบบทำงานกับหน่วยงานระดับโลกที่ให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการ
เนื่องจากกระแสการปกป้องโลกร้อนในอนาคตจะมีผลกับการตลาดท่องเที่ยวที่เป็นซัพพลายเชนทั้งหมดจะถูกบังคับให้เข้าระบบ ไทยควรต้องเร่งตั้งองค์กรกลางเพื่อประสานให้เป็นที่ยอมรับของสากลพร้อมกับพัฒนาองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการควบคู่กันไป
ทั้งหมดนี้เป็นของฝากจาก สนช.สู่รัฐบาลและรัฐมนตรีท่องเที่ยวฯมือใหม่ จะต้องใช้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับให้บังเกิดผลการเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเอเชีย ทำเงินปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท
หน้า 36














