
เอ็มดีใหม่ชนะ อยู่สถาพรเจอศึกหนัก โยกบินดอนเมือง-ชางยีสปีดแซงไทย
ชนะ อยู่สถาพร เอ็มดีใหม่ ทอท.รับตำแหน่งปุ๊บเจอศึกหนักปั๊บ ภารกิจสวนกระแสธุรกิจการบินและการท่องเที่ยว 3 เรื่องบิ๊ก ย้ายเที่ยวบิน อินเตอร์กลับดอนเมือง-คมนาคมขอนำแผนจ่ายค่าชดเชยมลพิษเสียงเข้า ครม.อีกรอบ-รื้อพื้นที่ความปลอดภัยในอาคารสุวรรณภูมิชนคิง เพาเวอร์ ขณะที่ชางยี สิงคโปร์ แซงไทยไม่เห็นฝุ่น 9 ม.ค.2551 เปิดเทอร์มินอล 3 รับอื้อ 70 ล้านคน สร้างรถไฟฟ้าบริการเชื่อม 3 เทอร์มินอล ส่ง ผู้โดยสารถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่พลอากาศโทชนะ อยู่สถาพร เซ็นสัญญาจ้างเข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ตั้งแต่ 5 พฤศจิกายน 2550 ภายในเวลาเพียงสัปดาห์กระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้ปฏิบัติงานใหญ่ที่เป็นกรณีความขัดแย้งรุนแรงกับสาธารณะ และความคิดสวนทางกับผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว 3 เรื่องใหญ่ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
ประกอบด้วยเรื่องที่ 1 การย้ายเที่ยวบิน ต่างประเทศ (international flight) จากสุวรรณภูมิกลับดอนเมืองตามความสมัครใจของสายการบินนานาชาติ เรื่องที่ 2 การทบทวนข้อมูลค่าชดเชยมลพิษทางเสียงแก่ชุมชนรอบสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งอาจจะต้องนำมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ฉบับ 21 พฤศจิกายน 2549 และ 29 พฤษภาคม 2550 เข้าที่ประชุม ครม.อนุมัติแนวทางใหม่ที่เหมาะสม เนื่องจากทั้ง 2 ครั้ง กำหนดค่าชดเชยและการรับซื้อที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างต่างกันแต่มูลค่าที่ ทอท.จะต้องหาเงินมาจ่ายมีไม่ต่ำกว่า 1.2 แสนล้านบาท
เรื่องที่ 3 การปรับปรุงระบบความปลอดภัยในอาคารผู้โดยสารสุวรรณภูมิ โดยไปเกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานพื้นที่ตั้งร้านค้าปลอดอากร (duty free) ของกลุ่ม คิง เพาเวอร์ ซึ่งอยู่ระหว่างฟ้องร้อง ทอท.กว่า 6 หมื่นล้านบาท
นายลิม คิม ชุน ผู้อำนวยการบริหารและประธาน กรมการขนส่งทางอากาศสิงคโปร์ (Civil Aviation Autority of Singapore : CAAS) กล่าวว่า ได้เร่งประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลกตั้งแต่ 9 มกราคม 2551 เป็นต้นไป สนามบินนานาชาติชางยี สิงคโปร์ จะเปิดอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 (terminal 3) บริการผู้โดยสารเพิ่มได้อีก 22 ล้านคน/ปี รวมอาคารเก่าหลังที่ 1 และ 2 กับ 3 เข้าด้วยกันจะรับผู้โดยสารได้มากถึง 70 ล้านคน/ปี โดยมีรถไฟฟ้ารางเบาความเร็วสูง 7 ขบวน มีสถานีอยู่ในอาคารผู้โดยสารทั้ง 3 หลัง คอยรับส่ง นักเดินทางไปยังอาคารทั้งหมดภายใน 2-4 นาที
กรมการขนส่งทางอากาศสิงคโปร์ระบุล่าสุดเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส วางแผนใช้อาคารหลังใหม่เทอร์มินอล 3 เป็นศูนย์กลางบริการผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้า-ออก เที่ยวบินระยะไกลข้ามทวีป ส่วนอาคารหลังที่ 2 จะใช้รับเที่ยวบินขาเข้าเส้นทางบินระยะสั้นและภายในภูมิภาคเอเชีย
ขณะที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม สิงคโปร์ และสมาคมบริษัทตัวแทนการท่องเที่ยวแห่งชาติสิงคโปร์ต่างพร้อมใจกันประชาสัมพันธ์และนำโบรชัวร์เทอร์มินอล 3 พร้อมคู่มือการใช้สนามบินไปแจกให้เครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกรับรู้ก่อนจะเปิดใช้จริงต้นปี 2551
พลเรือเอกธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การทำงานตลอด 1 ปีได้ให้นโยบายคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.ที่มี พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธาน เร่งรัดการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในสุวรรณภูมิและคลี่คลายปัญหาทั้ง 3 เรื่อง ต้องเตรียมแผนเจรจากับสายการบินย้ายเที่ยวบินต่างประเทศบางส่วนจากสุวรรณภูมิกลับดอนเมืองโดยไม่ต้องรอผลการศึกษาขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ความปลอดภัยในสุวรรณภูมิโดยเฉพาะการจัดทำทางหนีไฟและการจ่ายค่าชดเชยมลพิษทางเสียงแก่ชุมชน
รวมถึงเรื่องสำคัญสุดการสร้างรายได้จากกิจการสนามบินแต่จนถึงขณะนี้มีความคืบหน้า น้อยมาก จนต้องกำชับกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 โดยมีพลอากาศโทชนะ อยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เข้าร่วมรับฟังด้วย เพราะขณะนี้ ทอท.ต้องคำนึงถึงการหารายได้จากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ร้านค้าและบริการต่างๆ ในอาคารผู้โดยสารควบคู่กับการเก็บค่าธรรมเนียมจากสายการบินที่เข้ามาใช้บริการขึ้น-ลง เพราะสาเหตุหลักที่ต้องย้ายเที่ยวบิน ต่างประเทศกลับดอนเมืองเนื่องจากขาดงบขยายมิดฟิลด์ เทอร์มินอล เฟส 2 ปัจจุบันพื้นที่อาคารที่มีอยู่มีผู้โดยสารใช้เต็มที่แล้วถึง 44 ล้านคน
นายไบรอัน ซินแคลร์-ธอมป์สัน ผู้จัดการภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สายการบินสวิสแอร์ และประธานฝ่ายบริหารตัวแทนสายการบินนานาชาติในไทย (Broad of Airlines Representative : BAR) กล่าวภายหลังเสร็จสิ้น Tourism - Its Changing Face งานประชุม Asian Growth : The Next Steps ถึงแผนความเหมาะสมในการใช้สนามบินกรุงเทพทั้ง 2 แห่งว่า ดอนเมืองเหมาะสมที่จะรองรับสายการบินเช่าเหมาลำหรือขนส่งสินค้าทางอากาศ (cargo) เท่านั้น ไม่เหมาะจะเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่สอง หรือแม้กระทั่งสนามบินสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ เพราะจะทำให้การเชื่อมต่อเที่ยวบินประสบปัญหาด้านการเดินทางจากสุวรรณภูมิ-ดอนเมืองที่มีระยะทางห่างกัน และการเดินทางไม่สะดวกสบาย รัฐบาลไทยควรเปิดใช้สนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯเพียงแห่งเดียวที่สุวรรณภูมิ
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงมาตลอดตั้งแต่รัฐบาล มีนโยบายย้ายเที่ยวบินในประเทศจากสุวรรณภูมิกลับดอนเมือง สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) สมาคมตัวแทนฝ่ายปฏิบัติการสายการบินต่างชาติในไทย ทุกแห่งประสานเป็นเสียงเดียวกันถึงความไม่เหมาะสมที่จะเปิดสนามบิน คู่กัน 2 แห่ง เพราะสนามบินอยู่ห่างกันไม่กี่นาที ต่างจากในสหภาพยุโรป ซึ่งจะส่งผลเสียหาย ต่อต้นทุนสายการบินและ ทอท.เอง
หน้า 35














