
เที่ยวสวน อุเอโนะซากุระ ฤดูร้อนแห่งการพักผ่อนในญี่ปุ่น
คอลัมน์ พาทัวร์
โดย พิชญ์นรี แซ่เตียว
ซากุระกลีบดอกบางเบา ไล่ระดับตั้งแต่โทนขาวโพลนกระทั่งชมพูระเรื่อ ชูช่อแผ่กิ่งก้านตลอดสองข้างทาง ผู้คนมากมายออกมายืนถ่ายภาพเคียงคู่กับซากุระหลากสีสัน จนกลายเป็นเรื่องปกติของฤดูใบไม้ผลิ
ซากุระมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Cherry Blossoms ไม่ได้มีเฉพาะญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็มี ไม่ว่าจะเป็นจีน อเมริกา ไทย แต่ที่มีมากถึงขนาดเป็นดงซากุระและขึ้นชื่อที่สุดต้องยกให้ ญี่ปุ่น เจ้าเดียว
เมื่อฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้นขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ที่ญี่ปุ่นจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาชมความงามของซากุระ พื้นที่ภายในสวนสาธารณะจะถูกจับจองเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลซากุระบานด้วยการสังสรรค์ใต้ต้นซากุระ หรือที่เรียกว่า ฮานามิ ในภาษาญี่ปุ่น เพราะในช่วงเวลาหนึ่งปีจะมีเพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้นที่ซากุระ จะบานเต็มสวน
โดยจะบานจากทางใต้ไล่ไปทางเหนือของญี่ปุ่น ซึ่งก็คือฮอกไกโดที่กว่าจะบานก็ต้องรอถึงเดือนพฤษภาคม ส่วนโตเกียวปีนี้เริ่มบานเร็ว เนื่องจากฤดูหนาวมีอากาศอุ่นกว่าปกติ อุณหภูมิสูงกว่าปกติเฉลี่ย 2-3 องศา จากเดิมที่บานกลางเมษายน เลื่อนมาบานต้นเมษายน
ถ้ามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เห็นซากุระ เพราะตลอดแนวถนนจะมีซากุระขึ้นอยู่ประปราย แต่ถ้าเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโตเกียว ต้องยกให้ สวนสาธารณะอุเอโนะ เพราะนอกจากจะมีซากุระกว่า 1,000 ต้นแล้วยังไม่เสียค่าเข้าชม การเดินทางก็สะดวกสบายเพราะอยู่ติดกับสถานีรถไฟอุเอโนะ เดินเข้ามาในสวนจะเจอกับคลื่นมหาชนที่หลั่งไหลเข้ามาชมและถ่ายภาพคู่กับซากุระ ส่วนคนญี่ปุ่นเองก็ถือโอกาสปูเสื่อปิกนิกนอกบ้านกับครอบครัวและคน รู้ใจ นั่งคุยพลางชมซากุระพลางโรแมนติกดี
นอกจากจะได้ชื่นชมซากุระแล้ว ภายในสวนสาธารณะแห่งนี้ยังมีสิ่งน่าสนใจให้เที่ยวชมกันอีก เช่น พิพิธภัณฑ์โตเกียวแห่งชาติ อนุสาวรียซาอิโกะ ทาคาโมริ ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นจากยุคเอโดะสู่ยุคเมจิ รวมทั้งสระน้ำขนาดใหญ่ชิโนะบาซึและศาลเจ้าโทโชกุ ที่สร้างให้กับโทคุกาวะ เลยะสุ ผู้ก่อตั้งระบบโชกุน เอโดะ ซึ่งใช้ปกครองญี่ปุ่นปี 1603-1867
แต่ถ้าไม่ต้องการเบียดเสียดกับผู้คนจำนวนมาก ขอแนะนำ ชินจูกุเคียวเอ็น ที่นี่จะเก็บค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 200 เยน (76 บาท) เด็กนักเรียน 50 เยน (16 บาท) แลกกับการเข้ามาชมซากุระ 300 สายพันธุ์ ที่แตกต่างกันทั้งเรื่องของสี รูปทรง และช่วงเวลาที่ดอกผลิบาน ซึ่งสายพันธุ์ที่มีมากที่สุดคือ โซเมอิโยชิโนะ โดยสวนแห่งนี้มีซากุระทั้งสิ้น 1,500 ต้น
ช่วงระหว่างวันจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาชมอย่างต่อเนื่อง บางกลุ่มก็หามุมนั่งอ่านหนังสือ บางกลุ่มก็ถือโอกาสปิกนิกนอกบ้าน แม้แต่คนเฒ่าคนแก่ก็จับกลุ่มทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นถ่ายภาพ วาดภาพ เห็นแล้วก็อดประทับใจไม่ได้
เสร็จจากการเที่ยวชมซากุระแล้ว ถ้ามีเวลาว่างต้องไปเดินกินซ่า (Ginza) ย่าน ช็อปปิ้งที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของญี่ปุ่น ถ้าใครคลั่งไคล้การช็อปปิ้ง รับรองว่ามาที่นี่ได้ของครบ ตั้งแต่สินค้าแบรนด์เนม แกลเลอรี่ศิลปะ สินค้าไฮเทคโนโลยี ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ห้องเสื้อทันสมัย หรือแม้แต่ร้านขายของแปลก ที่นี่พอถึงค่ำคืนจะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากหลอดนีออนและป้ายโฆษณา ถ้าเป็นวันหยุด สถานบันเทิงจะคึกคักเป็นพิเศษทั้งนักท่องเที่ยวและคนญี่ปุ่นเอง
และอีกหนึ่งสถานที่แนะนำคือเมืองนารา อยูห่างจากทางใต้ของเกียวโตประมาณ 30 นาที แต่เดิมนาราเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่น ดังนั้นปัจจุบันจึงยังคงความเป็นเมืองที่รวบรวมเอางานศิลปหัตถกรรม วรรณคดี และประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น เอาไว้
เช่นเดียวกับ วัดโทไคจิ ที่ได้รับการ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นโบราณสถานที่มีชื่อเสียง มีวิหารไดบุทสึเด็น ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปใหญ่แห่งเมืองนารา จนได้รับการยอมรับว่า เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในบริเวณเดียวกันจะมีกวางเชื่องอาศัยอยู่จำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถเล่น หรือถ่ายรูปคู่กับกวางได้อย่างใกล้ชิด แต่ต้องระวังของที่ถืออยู่ในมือโดยเฉพาะ กระดาษเพราะจะโดนฉกเป็นอาหาร
หากว่าอากาศที่เมืองไทยร้อนมากนัก ไม่แน่บางทีอากาศเย็นสบายท่ามกลาง ดงดอกซากุระหลากสีสัน อาจจะทำให้ รู้สึกผ่อนคลาย แถมมีพลังกลับมาทำงานต่อไป
หน้า 36
| Hit : ไม่ว่าจะ ซึ่ง |














